ปลาฉลามผี

 

“นี่อะไรครับ คุณตา?”

 

ชายชราเงยหน้าจากหนังสือ มองดูแผ่นสี่เหลี่ยมลักษณะย่น ๆ ที่ข้าพเจ้าถืออยู่ในมือ แล้วตอบว่า

 

“อา! คุณยังไม่รู้เรื่อง นี่คือที่ระลึกในการเดินทะเลของผม เมื่อครั้งเป็นหนุ่ม มันเป็นหนังปลาฉลามตัวใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีใครพบเห็นเลย มันอาละวาดอยู่ที่เกาะยับ (เกาะใหญ่แห่งหนึ่งในหมู่เกาะคาโรลิน) มันทำให้ชาวทะเลไม่กล้าลงไปดำไข่มุกเป็นเวลาสามสัปดาห์ เวลานั้นผมเป็นลูกเรืออยู่ในเรือยังเซ ชื่อเป็นภาษาจีน แต่ก็มีจีนคนเดียวเท่านั้นที่เป็นนายเรือ และนายเรือคนนี้ชื่อ “หนี” เป็นคนร่างเล็กใจร้อน พูดไปแล้วเขาก็มีบุญคุณกับผมมาก คือเมื่อผมอยู่โกลัมโบกำลังจะอดตาย ไม่ได้กินข้าวมาสามวันแล้ว หนีก็ชวนผมมาเป็นลูกเรือ แต่หนีเป็นคนโกงแท้ ๆ  ไม่ได้ให้เงินเดือนผมเลย แต่ผมก็ทนอยู่ได้ ผมอายุ ๑๓ ปีเท่านั้น ทำงานเหมือนผู้ใหญ่ ลูกเรืออื่น ๆ คิดว่าผมโง่ และผมก็โง่จริง ๆ ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย

 

เกาะยับนี้ เราเคยไปมาอยู่เสมอ เพราะหนีมีลูกน้องงมไข่มุกอยู่ที่นั่น ชาวเกาะนี้มีอาชีพเป็นนักงมมุกทั้งนั้น หนีเป็นพ่อค้ามุกด้วย

 

วันหนึ่ง เมื่อเราเอามุกไปจำหน่ายที่เซี่ยงไฮ้แล้ว ก็บรรทุกสินค้ากลับไปเกาะคาโรลีน มีเรือใบลำหนึ่งแล่นตรงมาเทียบเรือของเรา ชายมลายูร่างใหญ่คนหนึ่งขึ้นมาบนเรือ หนีก็พาชายผู้นั้นเข้าไปในห้องของเขา ครู่หนึ่งก็เดินตามชายผู้นั้นออกมา ชายผู้นั้นยังพูดอยู่และออกท่าออกทางต่าง ๆ เขาบอกกับหนีว่า

 

“จริงครับ กัปตัน ท่านจะได้ไปเห็นเอง มันไม่ใช่ปลา เป็นผีแท้ ๆ คนที่นั่นเรียกมันว่าฉลามผี”

 

“อย่าพูดมากไปเลย! เดี๋ยวฉันถีบแกลงทะเล แกไร้ความสามารถ คืนนี้แกคอยดูฝีมือฉัน”

 

“มันกินคนงมไข่มุกไปแล้วหกคนนะ กัปตัน

 

“มันจะกินถึงร้อยคน เพราะแกใช้การไม่ได้”

 

เรื่องที่ชายมลายูเล่ามานั้น หนีไม่ได้แสดงความวิตกเลย แต่เมื่อผมขึ้นไปบนบกก็ได้ฟังเรื่องราวมากกว่านี้ คือเป็นเวลา ๑๕ วันมาแล้ว ปลาฉลามหัวค้อนตัวยาวสามสิบฟุต ทำความหวาดหวั่นให้แก่ชาวทะเลเป็นอันมาก มันมาคอยกินคนทุก ๆ วัน มันว่ายน้ำอยู่รอบ ๆ ลำเรือ โผล่ขึ้นมาเห็นชัดเจน มันกล้าที่สุด เพราะไม่มีใครทำอันตรายมันได้ และไม่มีใครกล้าลงน้ำเลยสักคนเดียว ชายมลายูหัวหน้านักงมไข่มุกของหนีก็ไม่กล้าให้ลูกน้องทำงาน กลัวลูกน้องจะสูญไปหมด และกำลังคอยให้หนีมาจัดการ

 

“ลูกตายังไงล่ะหนีพูด แกไม่นึกถึงลูกตาของมันหรือ! เราต้องเล็งที่ตรงนั้น

 

เย็นวันนั้นเอง เจ้าปีศาจก็ว่ายไปว่ายมารอบ ๆ เรือยังเซ ตัวมันดำน่ากลัว กะลาสีเห็นแล้วตกใจ หนีเอาปืนใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในเรือเล็งลูกตาทันที และยิงซ้อน ๆ ไปหลายนัด ก็ไม่เห็นระคายอะไรเลย แต่มันก็แล่นห่างไปและเล็งเวลาโพล้เพล้แล้ว

 

“แบบนี้ต้องให้มันกินลูกระเบิด”

 

วันรุ่งขึ้น เจ้าปีศาจตัวนั้นก็ว่ายน้ำมาหาอีก และมันก็ได้กินลูกระเบิดหุ้มด้วยไขมันเข้าไปแล้ว น่ากลัวจะระเบิดออกมาทำให้ยังเซพังไปด้วย แต่มันก็ยังคงว่ายน้ำอยู่รอบ ๆ เรือ ชายมลายูไม่ได้แสดงอาการเสียใจที่เห็นหนีทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ดีใจ เพราะปลาฉลามไม่ตาย

 

เป็นอย่างไรไม่ทราบ ผมคิดวิธีได้ ผมไม่เคยฉลาดเช่นนี้เลย ผมเข้าไปหานายมลายูแล้วพูดว่า

 

“ท่านให้กริชผมได้ไหม? ถ้าผมฆ่าไอ้ผีตัวนั้นได้”

 

“แน่นอน ถ้าแกพูดจริง”

 

“เช่นนั้น เอากริชมาให้ผมเดี๋ยวนี้”

 

“แกจะไปฆ่ามันหรือ?”

 

“ท่านคอยดูก็แล้วกัน”

 

ชายมลายูหยุดคิดเล็กน้อย แล้วก็ชักกริชที่เข็มขัดส่งให้ผม กะลาสีแปลกใจกันทุกคน

 

ผมได้กริชมาแล้วก็เอาลวดเหล็กทบสอง เอาปลายข้างหนึ่งมัดที่ด้าม เอาปลายอีกข้างหนึ่งโน้มเข้าหาด้าม กริชเป็นเหล็กตีแข็งเหนียวไม่หัก แล้วผมก็เอาไขมันหุ้มกริชจนมิด เจ้าปีศาจคอยกินอยู่แล้ว พอผมทิ้งเหยื่อลงไปมันก็กลืนทันที นายมลายูสงสัยวิธีของผม เขาถามว่า “จะได้การหรือ? ไม่เห็นมันเป็นอะไรเลย”

 

“ขอเวลาอีกสองสามวันเถอะ” ผมว่า

 

แต่หนีเชื่อวิธีของผม ส่วนกะลาสีไม่เข้าใจ ผมจึงอธิบายให้ฟังว่า ลวดเหล็กไม่ช้าก็ขึ้นสนิม มันจะขาดอยู่ในท้องปลาฉลาม และผมก็มัดแต่พออยู่ เมื่อลวดขาดแล้วกริชก็จะคืนตัวโดยแรง ไส้ของฉลามก็จะแตกเท่านั้น

 

สามวันล่วงแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความเชื่อว่าวิธีของผมเป็นวิธีที่ดีก็ชักจะหมดไป แต่ก็เป็นธรรมดาลวดจะขาดไปทันทีไม่ได้

 

แต่แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้น ขณะนั้นผมอยู่บนดาดฟ้ายังเซ เป็นเวลาเย็น กำลังเย็บใบเรือเข้ากับสายเชือก ผมตกใจจนเข็มตำมือ อ้ายปีศาจนั้นดิ้นตูมตามอยู่ในน้ำ มันดิ้นอย่างไม่มีระเบียบ พวกกะลาสีขึ้นมามองดูกันทุกคน คุณยังไม่เคยเห็นฉลามตัวยาว ๓๐ ฟุตดิ้นด้วยความบ้าคลั่ง น้ำเป็นคลื่นไปหมด เขาว่าปลาไม่มีเสียง แต่ทุกคนได้ยินเสียอู้ ๆ และได้เห็นเลือดออกจากปากของมันแดงฉานไปหมด

 

วันรุ่งขึ้น นักงมไข่มุกก็ลงมือทำงานตามเดิม เราก็ผ่าท้องฉลาม ตัดเป็นท่อน ๆ เห็นไส้ของมันแตกเป็นแผลยาว และผมก็ได้กริชไว้ใช้อันหนึ่ง ส่วนกัปตันของผมได้ลูกระเบิด

 

หนังที่คุณถืออยู่คือหนังของมัน ผมเก็บไว้ให้เป็นที่ระลึก และตั้งแต่บัดนั้นผมก็เป็นคนมีชื่อเสียงในบรรดากะลาสี แต่ต่อมา ๑๕ วัน ผมก็หนีจากเรือยังเซเพราะไปเจอเรือสินค้าที่ออสเตรเลีย... ผมได้เงินเดือนดีกว่าอยู่ในเรือยังเซ

 

 


จากหนังสือวีรธรรม ฉบับที่ ๑๙๘-๙  ๒ เมษายน ๒๕๐๔