โรเบิร์ต สกอตต์ : ผู้บุกขั้วโลกใต้จนกลายเป็นเหยื่อ
มีเรือกำปั้นลำหนึ่ง บรรทุกผู้อพยพจากซานฟรานซิสโกไปยังอาลาสกา มีข้าวของต่าง ๆ เต็มลำ แล่นไปไม่ช้าก็ถูกพายุ คนโดยสารเมาคลื่นทุกคน กะลาสีที่ยกอาหารก็ลุกไม่ขึ้น ผู้หญิงและเด็ก ๆ นอนระเนระนาด ไม่มีใครช่วยเหลือใครได้ มีนายทหารเรือหนุ่มคนหนึ่งโดยสารไปด้วย และคงจะเมาคลื่นบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปตามบุญตามกรรม เขาจัดคนขึ้นหมู่หนึ่ง ให้ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก คนที่เขาจัดขึ้นนี้ล้วนแต่กรรมกรขุดแร่กริยาโฮกฮากไม่อ่อนน้อม แต่เมื่อมาเจอคนแปลกหน้าผู้นี้เข้าก็กลับยินดีทำตามเหมือนเขาเป็นนาย
นายทหารเรือหนุ่มที่กล่าวนี้ คือโรเบิร์ต สกอตต์ ขณะนั้นอายุได้ ๒๐ เกิดที่ประเทศอังกฤษเมื่อ ๖ มิถุนายน ๑๘๖๘ เชื้อชาติสก๊อต เมื่อสำเร็จการศึกษาก็ไปเข้าโรงเรียนนายเรือตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี และศึกษาอยู่ในเรือหลายลำ จนสำเร็จได้ยศเป็นนายทหารเรือ
เมื่อปลายศตวรรษที่ ๒๐ นักวิทยาศาสตร์สนใจเรื่องขั้วโลกใต้กันมาก และยังไม่เคยมีใครเคยไปถึง รัฐบาลอังกฤษจึงให้โรเบิร์ต สกอตต์ เป็นผู้จัดการไปสำรวจขั้วโลกใต้ โดยรัฐบาลและประชาชนออกทุนให้ และให้เรือพิเศษลำหนึ่งชื่อ The Discovery
การสำรวจขั้วโลกใต้ ไม่เหมือนกับไปเที่ยวปิคนิค สกอตต์ต้องเตรียมการมากมาย เขายังไม่เคยไปขั้วโลกเลย ดังนั้นเขาจึงต้องไปศึกษากับผู้ชำนาญก่อนที่ประเทศนอร์เวย์
ครั้นถึงฤดูร้อน ค.ศ. ๑๙๐๑ เรือของสกอตต์ก็มุ่งหน้าไปทางแอนตาร์ติก ได้พบแผ่นดินแห่งหนึ่งให้ชื่อว่า เอ็ดวาร์ดที่ ๘ และให้ชื่อทะเลแห่งหนึ่งว่า ทะเลโรสส์ แล้วก็กลับประเทศอังกฤษ เป็นเดือนกันยายน ๑๙๐๔ นับได้ ๓ ปีกับ ๓ เดือน ได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริก สกอตต์ได้เลื่อนยศเป็นนายเรือเอก ได้รับเชิญไปแสดงความรู้เรื่องขั้วโลกใต้ให้คนสำคัญ ๆ ของประเทศฟัง เช่น กษัตริย์ รัฐมนตรี ฯลฯ
หนังสือพิมพ์สมัยนั้นลงข่าวอย่างชื่นชมว่า การสำรวจขั้วโลกใต้ของสกอตต์นำผลดีให้แก่ประเทศเป็นอันมาก ขั้วโลกนี้ยังไม่เคยมีใครไปถึง สกอตต์ได้พบแผ่นดินที่ยังไม่มีใครรู้จัก การสำรวจด้วยการใช้เลื่อน เข้าไปทำแผนที่ในที่อันลึกลับนี้ ทำให้เกิดความรู้เรื่องสัตว์ทะเล, อุตุนิยมศาสตร์, แม่เหล็ก (ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจในปรากฏการณ์ของอากาศได้ดียิ่งขึ้น ความสำเร็จครั้งนี้ต้องผ่านความยากลำบากอย่างสาหัส แต่ก็มีที่เสียชีวิตไปเพียงคนเดียว ซึ่งตามปกติแล้วน้อยคนจะรอดกลับมาได้ จำนวนคนที่ไปด้วยกันมี ๕๐ คน เป็นนายทหารบ้าง, พลเรือนบ้าง ทุกคนทำงานเข้มแข็ง และได้ต่อสู้อุปสรรค์อย่างกล้าหาญ
สกอตต์ได้รับการพักผ่อน ๙ เดือน แต่งานของเขายังดำเนินไม่หยุดหย่อน เมื่อบันทึกเรื่องราวอันสำคัญเสร็จสิ้นไปแล้ว เขาก็ไปทำงานในกระทรวงทหารเรือ ได้เป็นผู้บัญชาการเรือรบหลายลำ เดือนสิงหาคม ๑๙๐๗ เขาได้แต่งงาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะหยุดการไปขั้วโลกใต้ ปีต่อมาเขาก็เริ่มเดินทางอีกเป็นครั้งที่สองโดยความเห็นชอบของประชาชน
การเดินทางครั้งนี้ สกอตต์มีความประสงค์สองชั้นคือ ไปให้ถึงขั้วโลกได้จริง ๆ และเพื่อตรวจฝั่งทะเลโรสส์ทางวิทยาศาสตร์ ครั้งนี้มีผู้ชำนาญการแผนกต่าง ๆ ร่วมไปด้วย เช่น นักวิทยาศาสตร์, ชีวศาสตร์, อุตุนิยมศาสตร์, ธรรมชาติวิทยา และอื่น ๆ อีกมาก
วันที่ ๑ มิถุนายน ๑๙๑๐ สกอตต์กับคณะก็ลงเรือ แตร์ราโนวา อันเป็นเรือล่าปลาวาฬ ออกจากประเทศอังกฤษ เดือนตุลาคมก็ไปถึง เมลบูร์น ณ ที่นั้นสกอตต์ได้ข่าวว่า นักสำรวจชาวนอร์เวย์คนหนึ่งชื่ออามุนต์เซนเดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้เหมือนกัน ใครจะไปถึงก่อน?
ปลายเดือนพฤศจิกายน เรือแตร์ราโนวาก็บ่ายหัวไปยังขั้วโลกใต้ ภรรยาของสกอตต์ผู้มาส่งสามีถึงที่นี่ก็อำลากลับ เป็นการลาจากกันตลอดชีวิต
เมื่อนักสำรวจคณะนี้ถึงทวีปแอนตาร์ติกแล้ว ก็ขนพัสดุต่าง ๆ ลงจากเรือ มีม้า, สุนัขไปด้วย, และเรือแตร์ราโนวาก็กลับไปยังออสเตรเลีย ปล่อยนักสำรวจไว้ ณ ที่นี้ตามลำพัง ในระหว่างนี้ คณะนักสำรวจก็สร้างที่สำหรับเก็บอาหารไว้หลายแห่ง และคอยจนถึงฤดูที่กลางคืนมีเวลายืดยาว คือ เดือนเมษายนถึงกันยายนสิ้นไปแล้ว จึงได้ออกเดินทาง
วันนั้นเป็นวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๑๙๑๑ สกอตต์ก็เริ่มออกเดินทางไปขั้วโลกใต้ เขากำหนดการเดินทางไว้สามระยะ
ระยะต้นคือข้ามเนินน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ เป็นทางยาว ๕๐๐ ไมล์ เลื่อนที่เดินทางด้วยเครื่องนั้นบรรทุกเสบียงและเครื่องมือแล่นไปจนไม่สามารถจะแล่นได้ จึงจะให้ม้าและสุนัขเป็นผู้ลากต่อไป
เมื่อข้ามเนินนี้ไปแล้ว ก็ยังต้องข้ามเทือกเขาอีก บางลูกเขาสูงถึง ๓,,๐๐๐ เมตร และปกคลุมด้วยน้ำแข็งทั้งนั้น
คณะสำรวจผ่านสองระยะแรกนี้ได้เป็นอันดี พอไปถึงตีนเขา ม้าก็ไม่มีประโยชน์ เขาก็ฆ่าม้าเอาเนื้อซ่อนไว้ใต้น้ำแข็ง สำหรับเป็นเสบียงเมื่อขากลับ ณ ที่นี้ คนที่มาด้วยกันบางคนและสุนัขกลับหลังไปยังที่เดิม เหลือแต่สกอตต์กับเพื่อนอีก ๔ คนเดินต่อไปให้ถึงขั้วโลกใต้ แต่ยังเหลือทางอีก ๑๕๐ ไมล์ ขณะนั้นเป็นวันที่ ๓ มกราคม ๒๙๑๒ คะเนว่าจะต้องใช้เวลา ๑๕ วันจึงจะถึงจุดหมาย
คนทั้ง ๕ ไม่ได้ย่อท้อ ช่วยกันลากเลื่อนไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องขึ้นที่สูงกว่า ๓,๐๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถึงวันที่ ๑๓ มกราคม หนทางก็เหลืออีก ๖๑ ไมล์ วันรุ่งขึ้นจะต้องเดินให้ได้ ๒๐ ไมล์
ถึงวันที่ ๑๘ มกราคม เวลาเช้า เขารู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้ขั้วโลกใต้แล้ว เขาก็ลุกขึ้นด้วยความยินดี แม้จะอิดโรย แต่ไม่ช้าเขาก็เห็นธงอันหนึ่งสะบัดอยู่ที่ขอบฟ้า เป็นจุดดำ ๆ ในทุ่งอันขาวโพลนและใหญ่กว้าง ดังนั้นความผิดหวังของเขาก็ร้ายแรงอย่างยิ่ง เขาไม่ใช่ผู้มาถึงก่อน เขาไม่ใช้เจ้าของขั้วโลก อามุนต์เซน ชาวนอร์เวย์มาถึงก่อนหน้า หนึ่งเดือนแล้ว และได้ปักธงนอร์เวย์ไว้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ และในเต๊นของอามุนต์เซน ยังมีจดหมายฉบับหนึ่ง เขียนถึงนายเรือเอกสกอตต์ว่า ขอต้อนรับท่านเป็นอันดี ณ ที่นี้ ถ้าท่านกลับไป ขอให้ปราศจากอันตราย
คณะนักสำรวจอังกฤษก็เสียใจ หันหลังกลับ เขาได้เดินมาแล้ว ๗๖ วันจึงถึงที่นี้ ฉะนั้นก็จะต้องเดินกลับไปอย่างน้อยอีก ๗๖ วัน จึงจะถึงฐานที่พัก
ขณะนี้ตะวันค้างฟ้าอยู่วันละ ๒๔ ชั่วโมง แต่อากาศร้ายแรงเป็นที่สุด ลมพัดเป็นพายุ หิมะก็แข็ง เสบียงก็ลดลงไปมาก ถุงนอนก็แข็ง ภายในเต๊นก็เป็นน้ำแข็งทั้งนั้น ร่างกายของนักสำรวจก็ยิ่งอ่อนเพลีย มือเท้าเป็นน้ำแข็งไปหมด และยิ่งไปตกระแหงน้ำแข็งเข้าด้วย ก็ยิ่งเกือบตายไปเลย
หนึ่งเดือนนับตั้งแต่ออกจากขั้วโลก อีวันซ์ซึ่งเป็นผู้หนึ่งในคณะ เป็นผู้มีอารมณ์รื่นเริง และเป็นทหารเรือที่แข็งแรงก็แพ้ความหนาว เท้าทั้งสองเป็นน้ำแข็งเดินไม่ได้ ต้องคุกเข่าคลาน ในที่สุดก็กลิ้งลงจากภูเขา พวกเพื่อน ๆ ก็ตามลงไปดูและอยู่เฝ้าศพเป็นเวลาสองชั่วโมง
เมื่ออีวันซ์ตายไปแล้ว คนที่อยู่ก็แทบจะลากเลื่อนไม่ได้ อากาศยิ่งร้ายแรง พายุยิ่งฮือโหม เสบียงก็จวนจะหมด โอ๊ต อีกคนหนึ่ง มือเท้าเป็นน้ำแข็ง ดำไปหมด ทำให้เดินเกือบไม่ได้ เขาถามพวกว่า จะทำอย่างไรดี? คำตอบก็คือ ต้องเดินต่อไป
แต่โอ๊ตรู้ว่าตัวเดินช้า อาจถ่วงให้ผู้อื่นต้องตายไปด้วย เขาจึงขอให้พรรคพวกทั้งเขาโดยไม่ต้องเป็นห่วง แต่พรรคพวกก็ไม่ยอม คืนนั้นนักสำรวจกางเต้นพักอยู่ที่นั้น คิดว่าโอ๊ตคงจะนอนไม่ตื่นอีกต่อไป แต่รุ่งขึ้นโอ๊ตก็ยังไม่ตาย เขาบอกกับสกอตต์ว่า เขาจะไปข้างนอกสักประเดี๋ยว แล้วโอ๊ตก็หายไปในพายุหิมะ โอ๊ตตายไปแล้ว เพื่อให้เพื่อนรอดชีวิต
ในที่สุดสกอตต์กับพวกที่เหลือก็มาถึงที่พักแห่งหนึ่ง ซึ่งยังเหลือทางอีก ๑๑ ไมล์เท่านั้นก็จะถึงฐานที่พัก แต่พายุก็พัดแรงจนเดินไม่ได้เลย จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่นั่นเอง เชื้อเพลิงมีเหลืออยู่พออุ่นอาหารได้มื้อเดียว และเสบียงก็เหลืออยู่พอกินได้สองวัน
วันที่ ๒๙ มีนาคม แม้ว่าเสบียงจะหมดไปแล้วตั้งหนึ่งสัปดาห์ คณะของสกอตต์ซึ่งเหลือเพียง ๓ คนก็ยังไม่ตาย เพราะกระทั่งวันนี้ สกอตต์ยังบันทึกไว้ได้อีกสองสามบรรทัดเป็นครั้งสุดท้าย
นับเป็นเวลาได้ ๘ เดือน ครั้นเดือนพฤศจิกายนนักค้นหาผู้ประสบภัยก็ได้ไปพบ คนทั้งสามอยู่ในเต๊น นอนเรียงกันไม่เน่าเปื่อยเพราะความหนาว สกอตต์นอนกลาง สมุดบันทึกและจดหมายถึงครอบครัวอยู่ข้างตัว
ผู้ที่ไปตามหาไม่รบกวนอะไรเลย ไปเอาหินมาล้อมศพ ทำเป็นกุฏิ แล้วปักกางเขนไว้ ณ ที่นั้น ผู้กล้าหาญที่ไปสำรวจดินแดนก็ได้หยุดพักตลอดกาลโดยไม่เน่าเปื่อย ท่ามกลางน้ำแข็งเป็นพยานแห่งความกล้าหาญอยู่ชั่วกัลปาวสาน
จากหนังสือวีรธรรม ฉบับที่ 206-7 พฤษภาคม 2504