

เมื่อห้าร้อยปีก่อน ในเมืองเมนซ์ ประเทศเยอรมัน เด็กชายหญิงสองคนพี่น้องกำลังยืนจ้องมองร้านขายของร้านหนึ่งซึ่งปิดประตูมานานแล้ว ทั้งที่ภายในนั้นยังมีคนอาศัยอยู่
ไปกันเถอะ เรนโฮลด์ เขาว่าเจ้าของร้านนี้เป็นหมอผีนะ เด็กหญิงหันมากระซิบ เด็กชายหัวเราะทั้งที่ตัวเองก็รู้สึกหวาดเหมือนกัน แต่ก็ทำเป็นไม่กลัว กลับถึงหางเปียของน้องไว้ แล้วค่อย ๆ กระเถิบเข้าไปใกล้ มองลอดช่องประตูเข้าไป แต่เด็กร้องว่า
ระวังนะ นายคนนี้ต้องเป็นหมอผีแน่ ๆ เลย มีร้านของเขาร้านเดียวที่ปิดเงียบอย่างนี้
ในสมัยนั้นหมอผีไม่ใช่นักเล่นกล แต่หมายถึงคนที่มีคาถาอาคม ดังนั้นเด็ก ๆ ในเมืองจึงกลัวกันนัก
แล้วพี่รู้หรือเปล่า เด็กหญิงพูดต่อ ว่านายกิวเต้นเบิร์กคนนี้เกิดในตระกูลผู้ดีนะ แต่เขาพูดกันว่าแกทำงานเหมือนกรรมกรด้วยซี แปลกจริง ๆ
ในขณะนั้นประตูร้านก็เปิด ! ชายผู้หนึ่งโผล่ออกมา เขาสวมเสื้อคลุมกำมะหยี่อย่างดี คอเสื้อทำด้วยผ้าขนสัตว์ ใบหน้าของเขากำลังขมวดย่นใช้ความคิด จนลืมสังเกตเด็กทั้งสอง เด็กหญิงเมื่อเห็นเขาก็วิ่งตื๋อไปทันที ส่วนเรนโฮลต์ยังยืนอยู่กับที่ รวบรวมความกล้าหาญถามขึ้น คุณลุงครับ คุณลุงเป็นหมอผีจริง ๆ หรือครับ
กิวเต็นเบิร์กสะดุ้ง รู้สึกทั้งโกรธและทั้งขัน ดูซี่ ! แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ยังเชื่อเรื่องเหลวไหล แย่เหลือเกิน เขาส่ายหน้า หันมาจ้องหน้าเรนโฮลด์อันเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
ใครเป็นคนบอกหนูล่ะว่าฉันเป็นหมอผี เขาถามยิ้ม ชาวบ้านเขาพูดกันอย่างนี้นี่ฮะ ก็คุณลุงปิดประตูเงียบ ๆ อย่างนี้ แล้วคุณลุงทำอะไรอยู่ครับ
กิวเต็นเบิร์กหัวเราะ รู้สึกพอใจในความกล้าของเด็กน้อย สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่น่ะหรือ ชาวบ้านที่โง่ ๆ คิดว่าเป็นเรื่องผีไงล่ะ
เรนโฮลด์พยักหน้าอย่างงง ๆ หันไปมองข้างหลังเห็นน้องกำลังวิ่งกลับบ้านอย่างไม่เหลียวหลัง ภายในร้าน เรนโฮลด์ค่อย ๆ กวาดสายตาไปรอบห้อง เพื่อหาสัญลักษณ์ของหมอผีตามที่ได้ยินมา ในใจคิดว่าคงจะต้องมีรูปปั้นที่สำหรับบูชา โครงกระดูกห้อยอยู่ตามผนัง หรือมีแมวที่พูดภาษาคนได้ ไม่ก็ต้องมีกระทะต้มเลือดคน หรือบางทีก็มีคนใช้เป็นคนแคระตัวเท่าถ้วยแก้ว แต่เรนโฮลด์มองจนทั่วก็ไม่ได้พบสิ่งเหล่านี้เลย เขาเห็นเครื่องทำด้วยไม้อยู่เครื่องหนึ่ง โตใหญ่ และบนโต๊ะข้าง ๆ ก็มีเหล็กสี่เหลี่ยมชิ้นเล็ก ๆ วางเกลื่อนอยู่ เหล็กเหล่านี้มีเครื่องหมายดุนนูนแปลก ๆ อยู่ด้านหน้า เรนโฮลด์มองดูสิ่งเหล่านี้อย่างไม่เข้าใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาด ๆ ชอบกลเมื่ออยู่ในที่นั้น แต่เขาก็หายกลัว เมื่อเหลือบไปเห็นไม้กางเขนที่ผนังห้อง เพราะรู้ว่าในสถานที่ที่ไม่สุจริตจะไม่มีไม้กางเขนเลย ดังนั้นเขาจึงถอดหมวกแสดงความเคารพต่อไม้กางเขนตามแบบชาวคริสต์ กิวเต็นเบิร์กยิ้มด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นกิริยาอาการของเด็กชาย
หนูอยากรู้หนังสือไหม? กิวเต็นเบิร์กถาม
อยากซีครับ เรนโฮลด์ตอบด้วยความจริงใจ แต่พ่อผมเป็นคนจนและหนังสือก็แพงเหลือเกินครับ ผมคงไม่มีโอกาส
ทำไมถึงอยากรู้หนังสือล่ะ? เขาถามอีก
เอ้อ คือว่าเพื่อนของผมนะครับ ชื่อพอล เขาอ่านได้ พ่อของพอลคัดพระคัมภีร์ไว้ขายพวกเศรษฐี และก็สอนพอลให้อ่านด้วยครับ ถ้าผมอ่านได้อย่างพอลก็ดีซิครับ ผมอยากอ่านเรื่องของศาสดาพยากรณ์และวีระบุรุษ
เมื่อหนูโตขึ้น หนูคิดจะเป็นอะไร
ผมคิดหลายอย่าง แต่ไม่มีหวังสำเร็จ เพราะพ่อเป็นสมาชิกสมาคมช่างทำรองเท้า ผมก็ต้องไปฝึกหัดทำรองเท้าซีครับ เรนโฮลด์พูดอย่างเศร้า ๆ
เป็นอันว่าอนาคตของเรนโฮลด์คงหนีไม่พ้นช่างทำรองเท้า แม้จะไม่ปรารถนาเช่นนั้นก็ตาม แต่มีอยู่สองทางเท่านั้นที่จะหลีกเลี่ยงได้ คือไปเป็นทหารหรือไม่ก็บวชเป็นพระ แต่เป็นพระไม่มีรายได้ มีหน้าที่คัดลอกพระคัมภีร์ เรียนภาษาลาตินและกรีกโบราณเพื่อเผยแพร่ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า กิวเต็นเบิร์กคิดว่าบางทีเขาอาจจะพาเด็กคนนี้ไปฝากเรียนหนังสือกับพระ เพื่อเห็นแก่อนาคตของเด็กก็ได้
มาทางนี้ เจ้าหนู ฉันจะให้ดูสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ เอ้า ! ดูซิว่าเป็นอะไร แล้วเขาก็เปิดเครื่องพิมพ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นให้เด็กดู เมื่อเห็นเรนโฮลด์ไม่เข้าใจ เขาก็อธิบายถึงประโยชน์ของเครื่องพิมพ์ชนิดใช้ตัวพิมพ์เป็นตัว ๆ หนังสือต่าง ๆ ในขณะนั้นมิได้มีรูปร่างเหมือนหนังสือในปัจจุบัน มันเป็นเพียงกระดาษแผ่นยาว ๆ เขียนด้วยปากกา ม้วนกับไม้กลม ๆ เวลาจะอ่านต้องคลี่ออกมา เป็นที่เกะกะน่ารำคาญกว่าจะอ่านจบ ส่วนตัวอักขระในม้วนกระดาษก็เป็นภาษาลาตินและกรีกเท่านั้น ไม่มีภาพประกอบชวนให้อ่านเหมือนหนังสือสมัยนี้ และคนมีเงินเท่านั้นจึงจะพอมีหนังสือได้
เรนโฮลด์มองดูเครื่องพิมพ์พลางพูดว่า แปลกจริงครับ นี่มันเครื่องคั้นน้ำองุ่นจริง ๆ
ถ้าให้เด็กสมัยนี้ดูเครื่องพิมพ์ของกิวเต็นเบิร์กแล้ว ก็คงจะว่ามันเป็นเครื่องพิมพ์อย่างหยาบ ๆ สู้สมัยนี้ไม่ได้แน่ รูปร่างก็เทอะทะไม่น่าดูด้วย
เอ้า ! หนูลองโยกคันถือนี้ซิ
เรนโฮลด์กระทำตาม เครื่องส่วนบนก็เคลื่อนขึ้น กิวเต็นเบิร์กสอดกระดาษเปล่าลงไปที่เครื่องส่วนล่างแผ่นหนึ่ง กระดาษแผ่นนั้นไม่เหมือนกระดาษที่เราใช้อยู่นี้ เพราะทำด้วยมือ แผ่นหนาและหยาบมาก
ครั้นแล้วเขาก็นำตัวพิมพ์ซึ่งเรียงไว้ในกรอบไม้ไปติดกับเครื่องส่วนบน ทาหมึกดำลงบนตัวพิมพ์ พลางกล่าวว่า
เอาละ คราวนี้กดคันโยกลงไปได้
เมื่อโยกคันโยกขึ้น กิวเต็นเบิร์กก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา ก็ปรากฏเป็นตัวอักษรเต็มในหน้านั้น เรียงกันสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย
เรนโฮล์ดถอนใจ แหมคุณลุงครับ ถ้าให้คุณพ่อของพอลมาเขียนอย่างงี้ต้องใช้เวลาตั้งวันนะครับ แต่ลุงใช้เวลาเพียงสองสามนาทีเท่านั้น แปลกเหลือเกิน
"ความจริงฉันใช้เวลามากกว่านี้หลายเท่า กว่าที่จะประดิษฐ์เครื่องนี้สำเร็จก็เสียเวลาไปหลายปีทีเดียว
โจฮัน กิวเต็นเบิร์กไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรเขาจึงได้อธิบายสิ่งเหล่านี้แก่เรนโฮลด์เด็กที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่เขาเป็นคนรักสันโดษ ไม่ใคร่จะได้สังสรรค์กับใคร บางขณะเขารู้สึกว้าเหว่เหมือนว่าเขาถูกทอดทิ้งอยู่คนเดียวในโลก ประกอบกับระหว่างนั้นเขาได้รับข่าวเสื่อมเสียของเพื่อนที่เคยรักใคร่กันมา ความกดดันจากเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เขาคุยกับเรนโฮลด์ซึ่งรู้สึกว่าถูกชะตากันมาก
คุณลุงครับ ทำไมลุงถึงเกิดความคิดประดิษฐ์เครื่องมหัศจรรย์นี่ล่ะครับ เรนโฮลด์ซัก
กิวเต็นเบิร์กจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่า เมื่อฉันยังเป็นเด็กเท่าหนูนี่นะ ฉันมีครูอยู่คนหนึ่งเป็นพระสงฆ์ ฉันรักครูคนนี้มาก จึงอยากจะเขียนกลอนไปแสดงความเคารพต่อท่านสักบทหนึ่ง ตอนนั้นฉันก็คิดว่าควรจะนำกลอนบทนี้ไปแกะเป็นตัวอักษรในแผ่นไม้เพื่อนำมาพิมพ์ ต่อมาฉันก็เริ่มงานชิ้นนี้ทันที เวลานานโขกว่าจะเสร็จ แต่พอเสร็จฉันก็แทบช็อค เมื่อพบว่ากลอนบทนั้นผิดไวยากรณ์ลาตินถึง ๒ แห่ง ฉันรู้สึกขายหน้าเหลือเกินที่จะต้องส่งบทกลอนที่ผิด ๆ ไปให้ท่าน ฉันจึงพยายามจะแก้ไข แต่จนปัญญา ได้เพียงแต่นั่งฝันว่า ถ้าหากฉันสามารถแก้คำผิดได้โดยการหยิบตัวผิดออกแล้วใส่ตัวถูกเข้าแทนก็คงวิเศษไม่น้อย ในที่สุดฉันก็คิดว่ามีทางเดียวเท่านั้น คือต้องแกะตัวพิมพ์เป็นตัว ๆ ที่นี้ฉันไม่ได้นั่งฝันเลย แต่ลงมือทำด้วย จนเดี๋ยวนี้มันก็สำเร็จดังที่หนูเห็นนี้แหละ กลอนบทนั้นก็เรียบร้อย ฉันส่งไปให้ครูด้วยความภูมิใจที่สุด
ในสมัยหลายร้อยปี ก่อนที่โจฮัน กิวเต็นเบิร์กจะเกิด ประเทศในยุโรปมักจะมีการสู้รบกันอย่างป่าเถื่อน ประชาชนมีแต่ความโฉดเขลา ที่รักสงบก็ดำรงชีวิตไปอย่างขื่นขม สถานที่ที่ปลอดภัยก็มีแต่โบสถ์และอาราม ดังนั้นตามอารามและโบสถ์จึงมีคนไปอาศัยอยู่กันมาก บ้างก็ไปเพื่อหนีภัย บ้างก็ไปเรียนหนังสือกับพระสงฆ์ แต่ต่อมาในปีที่กิวเต็นเบิร์กเกิดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนไปด้วย ในยุคนั้นผู้ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ ก็มีแต่พระสงฆ์ หมอสอนศาสนา และขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่เท่านั้น ส่วนประชาชนรู้บ้างไม่รู้บ้างตามแต่ใครจะมีวาสนาได้เรียน
เรื่องของโรงพิมพ์ มีผู้เล่ากันว่าหลายศตวรรษก่อนนั้น ในประเทศจีน ชาวจีนได้คิดประดิษฐ์กระดาษและตั้งโรงพิมพ์ขึ้นแล้ว แต่ในยุโรปยังไม่มีใครเลยคิดทำโรงพิมพ์และกระดาษขึ้นเลย เวลานั้นข่าวคราวจากเมืองไกลส่งถึงกันลำบากมาก นอกจากจะรอนักเดินทางกลับมาเสียก่อน แล้วเล่าเรื่องที่ตนได้พบให้ฟัง ฉะนั้นข่าวคราวการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ของชาวจีนจึงไม่มีใครทราบ
ชาวยุโรปเริ่มรู้จักกระดาษก็ราว ๆ ในสมัยของกิวเต็นเบิร์กนี่เอง แต่กระดาษยังมีราคาแพงมาก ราคากระดาษแผ่นหนึ่งในสมัยนั้นเท่ากับราคาหนังสือเล่มหนา ๆ หนึ่งเล่มในสมัยนี้ ประชาชนส่วนมากจึงใช้แผ่นหนังแทน เช่น หนังแพะ แกะหรือหนังวัว
ในตอนนั้นเอง ประชาชนต้องการอ่านหนังสือมากขึ้น จนบรรดาพระสงฆ์คัดลอกหนังสือให้ไม่พอเพียงกับความต้องการ ฉะนั้นจึงมีสำนักงานคัดลอกขึ้น มีผู้รับจ้างคัดลอกทุกอย่าง ตั้งแต่จดหมายไปจนถึงหนังสือเป็นเล่ม ๆ ถ้าเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ เช่นคัมภีร์แล้ว พระสงฆ์และผู้รับจ้างคัด ต่างก็ต้องใช้เวลากันหลายปีกว่าจะลอกจบ ดังนั้นถึงจะทำงานอย่างไร ๆ หนังสือทั่วประเทศก็มีไม่มาก คนที่เกิดมาไม่เคยเห็นหนังสือเลยก็มี และบางคนยังเชื่อเสียด้วยว่าปีศาจสิงอยู่ในหนังสือ ใครไปดูมันก็กระซิบให้ฟัง
กิวเต็นเบิร์กเคยสังเกตว่าตราที่ใช้ประทับหนังสือและเอกสารนั้นทำด้วยโลหะ เมื่อจะใช้ก็ต้องทาด้วยขี้ผึ้งเหลว และบรรดาภาพต่าง ๆ บางชนิดรวมทั้งไพ่นั้นก็พิมพ์มาจากบล็อกไม้เช่นกัน เขาจึงคิดว่า ทำไมเราไม่แกะอักษรด้วยวิธีนี้บ้าง? ดังนั้นเขาจึงเริ่มแกะอักษรทีละตัวจนครบ และแต่ละอักษรนั้นเขาแกะไว้นับร้อย ๆ ตัวทีเดียว แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายปีเหมือนกัน เพราะเขาแกะด้วยมือ อักษรที่เขาแกะนั้นเป็นอักษรลาติน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะประชาชนในสมัยนั้นถือว่าไม่เป็นการสุภาพที่จะเขียนด้วยภาษาของตัวเอง เช่น อิตาเลียน ฝรั่งเศส เยอรมัน หรืออังกฤษ ศาสนาก็ใช้ภาษาลาตินและกรีก
ตอนที่กิวเต็นเบิร์กเริ่มแกะอักษรนั้น เขาพบอุปสรรคนานาประการ ครั้งแรกเขาพยายามแกะจากไม้ แต่พอเข้าแท่นพิมพ์ มันก็แตกหักหมด เขาจึงหันมาใช้ตะกั่ว แต่ความอัดจากแท่นพิมพ์ทำให้ตะกั่วสึกเร็ว ต่อมาเขาลองใช้เหล็ก แต่เหล็กคมเกินไป เวลาพิมพ์กระดาษทะลุหมด ในที่สุดเขาจึงใช้เหล็กกับตะกั่วผสมด้วยกัน ปรากฏว่าใช้การได้ดี
แต่แล้วเขาก็ต้องมาพบกับปัญหาเรื่องหมึกอีก หมึกที่ใช้เขียนหนังสือนั้นทำมาจากเขม่าไฟ เมื่อมาใช้พิมพ์หนังสือมันทำให้เปรอะเปื้อน เขาได้ทดลองทำหมึกหลายวิธีด้วยกัน ในที่สุดก็พบวิธีถูกต้องคือผสมน้ำมันลินสีดกับเขม่าไฟ
กิวเต็นเบิร์กเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้เรนโฮลด์ฟังด้วยความเศร้า ผลงานของเขาซึ่งขณะนี้ช่วยให้เรามีหนังสืออ่านอย่างไม่มีวันหมดนั้น ได้สร้างความลำบากตรากตรำให้แก่เขาอยู่หลายปีกว่าที่เครื่องพิมพ์เครื่องแรกจะสำเร็จได้ แทบทุกส่วนของเครื่องพิมพ์เครื่องนั้นมีราคาแพงกว่าในปัจจุบัน ส่วนประกอบที่เหมือนจะมีราคาถูกหน่อยก็คือ น้ำหมึก เพราะเขม่าไฟหาได้ไม่ยาก ในการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์นี้เขามีทุนไม่พอ จึงหาหุ้นส่วนมาลงทุน แต่หุ้นส่วนที่เป็นคนมีเงินทั้งสองคนนั้นต้องการที่จะผลิตหนังสือให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้กอบโกยเงินเข้ากระเป๋ามาก ๆ กิวเต็นเบิร์กไม่เห็นด้วย เขาจะไม่ยอมนำหนังสือที่เลอะเทอะด้วยหมึกพิมพ์มาจำหน่ายอย่างเด็ดขาด แต่ผู้ถือหุ้นไม่สนใจ ต้องการรวยเร็ว ๆ เท่านั้น ขัดแย้งกันเช่นนี้เรื่อยมา ในที่สุดสองผู้ถือหุ้นก็ยึดโรงพิมพ์โกงเอาเป็นของตัว โดยอ้างว่าเขาเป็นผู้ลงทุนมาสร้าง กิวเต็นเบิร์กก็จำต้องสละโรงพิมพ์สุดที่รักไป เพราะเขาไม่ได้ออกเงินเลย นอกจากกำลังความคิดเท่านั้น สมบัติชิ้นสุดท้ายที่เขาได้พิมพ์ขึ้นด้วยความยากลำบากนับปีคือหนังสือไวยากรณ์ลาตินเล่มแรก
ดังนั้นเขาจึงนำหนังสือนั้นไปเสนอต่อพระสงฆ์ ซึ่งมีความประหลาดใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอซื้อไปทันที กิวเต็นเบิร์กก็ตกลงพร้อมกับขอฝากเรนโฮลด์ให้เป็นนักเรียนของท่านด้วย ทุกสิ่งลุล่วงด้วยดี
แต่ขณะนั้น กิวเต็นเบิร์กกำลังเดือดร้อนแสนสาหัส ด้วยความยากจน บ้านช่องไม่มีจะอาศัย ดังนั้นเขาจึงรวบรวมเสื้อผ้าเดินทางไปยังเมืองสตราสเบิร์กไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่
ที่นั่น เขาเริ่มงานโรงพิมพ์อีกครั้งหนึ่งด้วยความช่วยเหลือของพ่อแม่ และได้พิมพ์หนังสือขึ้นหลายเล่ม ซึ่งทำได้ดีกว่าและสะอาดกว่าของเดิม
ต่อมาเขาใช้เวลาถึง ๕ ปีในการผลิตงานที่ใหญ่ยิ่งที่สุด นั่นคือ การพิมพ์พระคัมภีร์สำเร็จเป็นสองภาค ขณะนี้แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าห้าร้อยปีแล้ว หนังสือพระคัมภีร์ ๔๕ ฉบับซึ่งกิวเต็นเบิร์กพิมพ์ขึ้นยังคงมีอยู่เล่มหนึ่ง จะหาได้ที่ห้องสมุด นิวยอร์ค พับลิก ไลบรารี่ เป็นสมบัติของประชาชนชาวนิวยอร์คทุกคน จะนำมาซื้อขายกันไม่ได้เพราะมีค่ามหาศาล
แต่กิวเต็นเบิร์กเองได้เงินเพียงเล็กน้อยจากผลงานชิ้นนี้ เพราะเมื่อจำหน่ายหมดแล้ว ฐานะของเขาก็ยังคงขัดสนอยู่เช่นเดิม เขาได้เดินทางไปยังเมืองเมนซ์อีกครั้งหนึ่ง บรรดาพระสงฆ์และนักปราชญ์ที่นั่นให้การต้อนรับแก่เขาเป็นอย่างดี พระสังฆราชที่นั่นได้ช่วยเหลือรับซื้อหนังสือของเขา จนเขามีรายได้สม่ำเสมอตลอดมา และเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มต้นการพิมพ์มาที่กิวเต็นเบิร์กไม่ต้องร้อนเงินเลย ดังนั้นเขาจึงตั้งโรงพิมพ์เล็ก ๆ ขึ้นที่เมืองเมนซ์อีกแห่งหนึ่ง และดำเนินงานพิมพ์ต่อไป แต่ตอนนั้นเขากำลังย่างเข้าสู่วัยชรา ความเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้กับชีวิตมาร่วมเจ็ดสิบปีได้ทำให้เขาหมดความกะตือรือล้น ใครจะมาแย่งเอาเครื่องพิมพ์ของเขาไป เขาก็ไม่ว่า
นักศึกษาในปัจจุบันนี้มีความรู้ดีกว่านักปราชญ์ในสมัยกิวเต็นเบิร์กเสียอีก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเรามีหนังสืออ่านเกี่ยวกับศาสตร์ต่าง ๆ ทุกแขนงอย่างเหลือเฟือ ถ้าหากว่ากิวเต็นเบิร์กไม่คิดประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ขึ้นแล้ว ทุกวันนี้หนังสือก็ยังคงมีน้อยและราคาแพงอยู่เช่นเดิม และบางทีอาจจะยังไม่มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ ก็เป็นได้
โจฮัน กิวเต็นเบิร์กเกิดในปี ค.ศ. ๑๓๙๗ เป็นผู้พิมพ์พระคัมภีร์เป็นคนแรกในปี ค.ศ. ๑๔๕๖ และถึงแก่กรรมในปี ๑๔๖๘ อายุ ๗๑ ปี
จากหนังสือ"วีรธรรม" ฉบับที่ ๓๖๘ (๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๗)