เมืองปอมเปอีอยู่ไม่ได้

                    พอเช้าวันที่สี่  สตาเรียสก็ตัดสินใจออกจากถ้ำที่ซ่อนตัว  เขารู้ว่า มาร์ตูส กาแซลลิอุส มาร์แซลกุส  ผู้เป็นนายและเป็นเจ้าเมืองได้ปิดประกาศให้จับตัวเขาแล้ว  และทหารก็จะต้องติดตามตัวเขาอย่างไม่ต้องสงสัย  แต่เขาไม่กลัวทหาร  เขากลัวภูเขา

                    วันนั้นอากาศร้อนจัด  นกกาหยุดส่งเสียง  นอกจากวัวในคอกใกล้ ๆ เท่านั้นที่ยังร้องดังอยู่ตลอดเวลา   สตาเรียสเหงื่อโซมตัว  โซมหน้า  เขายกมือป้องตาเพ่งดูทะเลไปสุดขอบฟ้า  ไม่เห็นมีเรือสักลำเดียว  เรือของกัลคัสมาไม่ถึงเป็นแน่วันนี้

                    สี่วันมาแล้ว  สตาเรียสผู้หนีจากนายมานั่งคอยเรือลำนั้น  ตั้งแต่เขาหนีออกจากค่ายของนักกีฬาเลือดมานั้น  บางทีเขาก็คิดว่าเขาทำผิด  เขาไม่ควรหนี  เพราะถ้าถูกจับเขาก็ต้องโทษถึงตาย  ถ้าเขายอมอยู่เป็นนักหลั่งเลือด  และมีชัยในการแข่งขันคราวหน้า  เขาก็มีหวังพ้นจากการเป็นทาสได้

                    แต่เขาไม่อยากคิดถึงสังเวียนต่อไปอีกแล้ว  เขาไม่อยากเห็นเลือดอาบทราย  เขามีเหตุผลที่จะคิดเช่นนั้น  เขาทนไม่ได้ที่จะอาสามาสังหารกันให้ประชาชนผู้บ้าเลือดนั่งดู โห่ร้องด้วยความสนุก   สตาเรียสเป็นคนร่างใหญ่  แข็งแรงเป็นยอดเยี่ยม  เป็นนักกีฬาเลือดที่งดงามที่สุด  มาร์กุสผู้เป็นนายได้ไปสืบเสาะเอาตัวเขามาจากท้องที่อันไกล  และได้มาด้วยราคาแพงลิบ  เพราะมาร์กุสมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นเจ้าเมืองปอมเปอีต่อไปอีกโดยการเลือกตั้งของประชาชนผู้ร่วมชาติ   และเพื่อให้ประชาชนนิยมชมชอบลงคะแนนเสียงให้เขา  เขาจึงได้สร้างค่ายเลี้ยงนักฆ่าตัวดี ๆ ไว้ให้ประชาชนชม  มาร์กุสเสาะหาและซื้อนักกีฬาเหล่านี้  มีเท่าใดไม่เกี่ยงราคาเลย

                    เมื่อสตาเรียสมาอยู่กับมาร์กุสนั้น  ก็ได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี  เพราะว่าแต่ก่อนนั้นเขาเคยกรากกรำอยู่แต่ในไร่นา  ได้รับแต่การกดขี่และแซ่ลงหลัง  แต่ในค่ายของมาร์กุสเขามีความสุข  แม้จะต้องรับการฝึกหัดประจันบานอย่างหนัก  ก็ยังหวังที่จะได้เกียรติมีผู้ยกย่องทั้งเมืองอีกด้วย

                    ในเวลานั้น  วันหนึ่ง  เป็นวันที่สตาเรียสเข้าสังเวียนชิงชัยเป็นครั้งแรก  แสงแดดแจ่มกระจ่าง  เสียงแตรหกพันอันดังสนั่นเป็นสัญญาณแล้ว  คู่ต่อสู้ของเขาวิ่งออกไปกลางสนามด้วยท่าทางดุเดือด  สตาเรียสงวยงงประหลาดใจ  เขาเพ่งตาดู  คนผู้นั้นคือ ทราเซอุส  เป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่ก่อน   บัดนี้ทราเซอุสต้องการจะฆ่าเขาแล้ว  เขาก็โต้ตอบ  ทราเซอุสล้มลง บาดเจ็บที่แขน   

                    ฝูงคนโห่ร้อง  สตาเรียสนึกได้ว่า  เขาต้องให้ประชาชนตัดสินก่อน  ถ้าประชาชนชูนิ้วหัวแม่มือ  ผู้แพ้ก็รอดชีวิต  ถ้าเอาหัวแม่มือชี้าชน้ประชาชนตัดสินก่อน  ถ้าประขาตัลงก็หมายความว่า  อย่าให้มันอยู่เลย

                    ขณะที่สตาเรียสกำลังคอยสัญญาณอยู่นี้  จิตใจของเขาวุ่นวาย  เขาไม่มีใจร้ายที่จะฆ่าทราเซอุส  แต่ถ้าประชาชนให้ฆ่าและเขาไม่ทำตาม  เขาก็จะถูกประชาทัณฑ์ถึงตายทันที   แต่เขาก็ยังเคราะห์ดี  ประชาชนยกนิ้วหัวแม่มือขึ้น  ผู้กำกับสนามกีฬาก็หามทราเซอุสไปรักษาพยาบาล   สตาเรียสก็เลยสาบานว่าจะไม่ต่อสู้ในสังเวียนอีกต่อไป

                    ต่อมาไม่นานนัก  สตาเรียสได้ไปทำความรู้จักกับพ่อค้าคนหนึ่ง  เป็นชาวกรีกชื่อ กัสคัส  คนผู้นี้พูดกับสตาเรียสว่า

                    “ตกลง  เที่ยวหน้าฉันจะพาแกหนีไปอยู่ประเทศกรีก”

                    ก่อนถึงวันกำหนดที่กัลคัสสัญญาไว้หนึ่งวัน  สตาเรียสผู้เป็นทาสก็หนีออกจากค่าย  ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำในภูเขาไฟเวสุเวียส  รอคอยเรือของกัลคัส   เรือก็ยังไม่มา  ภูเขาไฟก็เริ่มสะเทือน...  ครั้งแรกไม่ร้ายแรงนัก  แต่ก้อนหินใหญ่ ๆ หลุดจากยอดเขากลิ้งลงไปข้างล่างตรงที่สตาเรียสซ่อนตัวอยู่     และลำธารที่เขาอาศัยก็แห้งไปทันที  รุ่งขึ้นแผ่นดินไหวอีกซ้อน ๆ กัน  และมีเสียงดังเหมือนฟ้าร้องอยู่ไกล ๆ  ทะเลปั่นป่วนเป็นคลื่นใหญ่  แต่ลมพายุไม่มีเลย

                    แต่แล้วทุกสิ่งก็สงบลงทันใด  ฟ้าสีครามกระจ่างแจ้ง  มองเห็นภูเขาเวสุเวียสเด่นอยู่อย่างสง่า  ไร่องุ่นซึ่งครอบคลุมเกือบถึงยอดเขาก็สดชื่นเขียวชะอุ่มอยู่ดังเดิม  ครั้นเวลากลางคืนสตาเรียสก็เล็ดลอดเข้าไปตามค้างองุ่น  ประทังชีวิตด้วยพวงงาม ๆ สีดำ ๆ แต่อย่างเดียว

                    วันต่อมาอากาศยิ่งร้อนจัด  ลมอับนิ่ง  เป็นการสงบก่อนที่จะเกิดโลกาพินาศ  สุนัขเห่าโดยไม่มีเหตุผล  มีแต่สังหรณ์  มีแต่ความหวาดหวั่นเกิดขึ้นลอย ๆ   บ่ายวันนั้น สตาเรียสไปพบซอกเขาใกล้ ๆ ถ้ำที่เขาอยู่  เขาคิดแล้วก็เดินลงไปตามซอกเขาอันกว้าง  อันเป็นทางไปสู่ปอมเปอีได้  พอลงไปจวนจะถึงตีนเขา  ระหว่างไร่องุ่น  ชาวไร่ผู้หนึ่งก็แลเห็นสตาเรียสและจำได้  เขาเคยได้ชมนักกีฬาร่างใหญ่ผู้นี้มาแล้ว  เขาจะไปแจ้งความเอารางวัลนำจับ

                    รุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง  ดวงตะวันสุกใสยิ่งกว่าวันก่อน  แสงแดดระยับพร่าพราวไปทั่งนครปอมเปอี  สตาเรียสได้พบกรรมกรชาวไร่หลายคน  คนเหล่านี้เห็นสตาเรียสหิวโหยก็เอาขนมปังและอินทผลัมมาให้  และนั่งสนทนากันที่ใกล้ทะเล  และก็พิจารณาก้อนเมฆที่ลอยมาจากทิศตะวันตก  สตาเรียสบอกคนเหล่านั้นว่า “จะมีพายุใหญ่”

                    ทันใดนั้นที่เชิงเขา มีทหารประมาณหนึ่งโหลวิ่งตรงขึ้นมา  สตาเรียสคิดจะวิ่งหนี  แต่ก็มีทหารอีกหมู่หนึ่งสกัดอยู่ทางข้างบน

                    “ฉันไปประเทศกรีกไม่ได้แล้ว”  สตาเรียสนึกในใจ

                    “ขอพระเจ้าอวยพร  ถ้าเจ้าเป็นสตาเรียสนักกีฬาเลือด”   นายทหารพูด  “ข้าชื่อฟุสกุส  ข้าดีใจที่ได้พบเจ้า  ข้าเคยเห็นเจ้าที่สังเวียน  เจ้าเก่งมาก”

                    นายทหารเปิดกระติกเหล้าองุ่น  ดื่มเองหนึ่งอึกแล้วก็ส่งกระติกให้สตาเรียส  พูดต่อไปอีกว่า

                    “ข้ารับหน้าที่มานำตัวเจ้าไปหานาย  ข้าไม่อยากพบเจ้าในสถานการณ์เช่นนี้เลย”

                    สตาเรียสไม่ตอบ  เป็นแค่รับกระติกเหล้าองุ่นมาดื่ม  ทันใดแผ่นดินก็ไหวอย่างรุนแรง  ต้นโอ๊กอยู่กลางทุ่งเอนเอียง

                    “เราจะอยู่งอกรากในที่นี้ไม่ได้  หนีกันเถอะ”  ฟุสกุสพูด

                    คนหมู่นี้ไปไม่ไกลเท่าใด  ก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้อง  ภูเขาไฟเวสุเวียสซึ่งเต็มไปด้วยไร่องุ่นสีเขียวอยู่ในความสงบสุขสงบก็เปิดปล่องบนยอดเป็นสองปล่องขึ้นทันที   ลำไฟอันใหญ่โตพุ่งขึ้นไปบนฟ้า  แล้วก็แปรรูปเป็นดอกเห็ดมหึมา  ล้วนแต่ควันสีดำ  ก้อนหินแต่ละก้อนโตเท่ากับตึกกระเด็นไกลไปทั่วทิศในฟ้า  แล้วก็ตกลงมาไม่เลือกที่

                    พวกทหารตกตะลึง  อ้าปากมองดูเหตุการณ์อันสยดสยอง  ยังไม่ทันได้สติก็เกิดพายุใหญ่หอบเอาขี้เถ้าหินละลายลงมาโปรยให้อีก  และมีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไม่รู้จักหยุด  ดวงตะวันก็หายไป  และทันใดนั้น ก้อนหินร้อนและก้อนหินละลายก็ตกลงมาเหมือนเม็ดฝน  พวกทหารเอาแขนป้องศีรษะ  วิ่งไปหาบ้านที่ใกล้ที่สุด  และดึงเอาสตาเรียสไปด้วย

                    บ้านนั้นเป็นบ้านชาวไร่  หินละลายและขี้เถ้าตกลงมาทับถมแผ่นดิน  อากาศก็มืดมิดเห็นแต่แสงเป็นลำอยู่บนยอดเขาเวสุเวียสเท่านั้น  สตาเรียสบอกฟุสกุสว่า  “มาดื่มเหล้าองุ่นให้หมดเถอะ ประเดี๋ยวจะหมดโอกาส”

                    “เจ้าหนีไปซี”  ฟุสกุสตอบ  “เป็นเวลาของเจ้าแล้ว  ข้าจะไม่ตามจับเจ้าอีก”

                    สตาเรียสเอามือเช็ดปาก  มองหน้าฟุสกุส  ยิ้มแล้วพูดว่า

                    “ขอบใจเพื่อนที่ให้เหล้าองุ่น”

                    พูดแล้วก็ออกเดิน  ฝนก็ตกลงมาปนกับขี้เถ้าที่มาจากภูเขาไฟ  ทำให้พื้นดินกลายเป็นโคลน  ในซอกเขาข้างบ้านนั้น  ขี้เถ้าตกลงมาสูงครึ่งเมตรแล้ว  สตาเรียสก็รู้ทันทีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น  เขากลับเข้ามาในบ้านอีก

                     “ท่านอยู่ที่นี่ไม่ได้”  เขาร้องบอก  “ท่านจะติดอยู่ในบ้าน  ประตูจะเปิดไม่ออก  บ้านจะจมอยู่ในกองขี้เถ้า”

                     เสียงของเขาหนักแน่น  มีอำนาจ  ทำให้ทหารต้องเดินตาม

                     “ไปท่าเรือ  สตาเรียสสั่งอีก  “ไปหาเรือ.... เราต้องหนีทางทะเล”

                    ยิ่งใกล้ท่าเรือเข้าไปเท่าไหร่  ก็ยิ่งพบฝูงคนมากขึ้นทุกที  แตกตื่นกันเหมือนละลอกคลื่น   ทั้งนายทั้งทาสโกลาหล  บ้างวิ่ง บ้างขึ้นม้า  ประทะกัน  เบียดกัน  ส่งเสียงคร่ำครวญเซ็งแซ่   ทั่วทุกทิศมืดไปหมด   อากาศก็ฟุ้งไปด้วยกลิ่นกำมะถันเหลือที่จะทนทานได้  ฝนขี้เถ้ากับฝนน้ำก็กระหน่ำลงมาไม่หยุด  บางแห่งเป็นโคลนหนากว่าหนึ่งเมตร   ยากที่จะบุกไปได้  สตาเรียสเห็นนกตัวหนึ่งตกลงมาตายอยู่ข้างหน้า

                     ครั้นไปถึงทะเล  คนเหล่านั้นจึงรู้ว่า  การหนีทางทะเลเป็นไปไม่ได้เลย  น้ำทะเลปั่นป่วนเป็นคลื่นใหญ่กลิ้งเข้าทุ่มฝั่ง  แม้แต่ปลาก็สิ้นชีวิตอยู่ในที่นั้น  ทหารที่มาจับสตาเรียสหายไปหมด  เหลือแต่ฟุสกุสผู้เป็นนายเท่านั้น   ฟุสกุสหมดแรงสำลักควันกำมะถัน  สตาเรียสก็แบกฟุสกุสขึ้นบ่าไป 

                     “ปล่อยข้าไว้ที่นี่เถอะ”  ฟุสกุสบอก

                     “ไม่ต้องพูด”  สตาเรียสกล่าว

                     แต่ไปได้ไม่ไกล  สตาเรียสก็หมดกำลังล้มลง  แต่ก็ลุกขึ้นได้  จะแบกนายทหารคนนั้นอีกก็แบกไม่ไหว

                     “ไปคนเดียวเถอะ   บางทีเจ้าจะรอดตาย”

                     ด้วยความเสียใจ  ก็จำใจทิ้งเพื่อน  เดินโซซัดโซเซ  ขี้เถ้าก็ตกไม่หยุดจนหายใจไม่ได้  เขาคิดถึงเรือกัลดัส   เรือใบสีขาวซึ่งมีความหมายถึงอิสรภาพ  แต่เขาก็ล้มลงให้ขี้เถ้าของภูเขาไฟปลิวมาทับถม

                     รุ่งขี้นวันใหม่  ดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว  แต่นครปอมเปอีหายไปหมด  เห็นแต่ทุ่งขี้เถ้าหินละลาย  และภูเขาไฟเวสุเวียสก็ยังปล่อยควันเป็นทางยาวสง่างามอยู่ในฟ้าตามเดิม


จากหนังสือวีรธรรม ฉบับที่ ๔๙๒  วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๐๙