
ผู้มีน้ำใจจะคลายทุกข์
สุรสัตว์
เพ็ญทอดสายตาไปยังสวนหน้าบ้านแล้วก็ทำหน้าบูด บ่นพึมพำว่า “เฮ้อ! เบื่อจริง !” พลางก็ชักผ้าที่คลุมเท้าออก ผ้าซึ่งมารดาคลุมให้เท้าของเพ็ญเป็นง่อยเนื่องจากอุบัติเหตุรถยนต์
“ผมมีหนังสืออ่านเล่นเยอะแยะ พี่จะฟังเรื่องอะไรละ ผมจะอ่านให้ฟัง” พรพูดกับพี่สาวด้วยอัธยาศัยอันดี เขาเสียสละอย่างใหญ่ยิ่ง เพราะระยะนั้นมีงานรื่นเริงสามวันสามคืนที่วัดข้างบ้าน เพ็ญปฏิเสธด้วยการสั่นศีรษะ เธอก็ทราบเหมือนกันว่าวันนั้นพวกเด็ก ๆ จะต้องสนุกกันทั้งตำบล และเธอเองก็หูผึ่งคอยฟังดนตรีอยู่ทุกขณะแล้ว ไม่ช้าเธออาจนั่งเก้าอี้ล้อไปเที่ยว โดยมารดาเป็นผู้เข็น ไม่ช้างานปีใหม่ก็จะหมดแล้ว และเธอจะไม่มีโอกาสไปชมได้เลย
“พรไปดูงานที่วัดดีกว่า พี่จะบอกให้” เพ็ญพูดกับพร “ไปซิ ไปให้ทั่ว แล้วกลับมาเล่าให้พี่ฟัง”
พรชงัก เขาไม่อยากฉวยโอกาสไปหาความสนุกด้วยการปฏิเสธของพี่ แต่เพ็ญก็อ้อนวอนให้เขาไปจนได้ พรเอากระปุกสตางค์มาทุบ
พรไปเที่ยวงาน เดินไปทั่วร้าน สายตาเป็นประกายอยู่กับเครื่องเล่นต่าง ๆ ความเพลิดเพลินของเขาเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ เพราะเขาคิดถึงเพ็ญผู้ซึ่งไม่มีโอกาสได้ชมงานประจำปี มือของเขากำเงินจำนวนน้อยไว้ ไม่รู้แน่ว่าจะเอามันไปใช้อย่างไรดี
เมื่อคิดตก พรก็ตกลงใจขึ้นกระเช้าสวรรค์ เมื่อจบรอบแล้ว เขาก็ต่ออีกรอบ แต่คราวนี้เป็นรถยนต์ เขาขึ้นไปจับพวงมาลัยเปิดเครื่องแล้วเขาก็รู้สึกเหมือนมึนเมา ครั้นลงจากรถยนต์เขาก็รับประทานไอสครีมเหลวราดนมสด (สดในกระป๋อง) ด้วยสตางค์ที่ยังเหลืออยู่ เขาก็ซื้อข้าวโพดคั่วถุงหนึ่งเอาไปฝากเพ็ญ บัดนี้พรไม่มีสตางค์ติดตัวแล้ว ใช้หมดเกลี้ยงเลย ไม่ได้นึกถึงอาหารกลางวัน แต่เขาก็หวังว่าเพ็ญคงดีใจเพราะข้าวโพดคั่วของเขา ก่อนที่จะกลับบ้านพรเดินผ่านร้านขายปลาขายนก ซึ่งตั้งอยู่สุดกู่ ห่างมหรสพทุกชนิด พรหยุดดูปลามันว่ายอยู่ในตู้กระจกเป็นฝูง ลูกค้าน้อยเต็มที มันไม่ใช่เวลาค้าขายของเช่นนี้ แต่พรก็หยุดดูเป็นเวลานาน เขาเห็นปลาตัวหนึ่งสีส้มแกมทองอร่ามทั้งตัว ก็อยากได้เอาไปให้พี่เป็นเพื่อนแก้ง่วง เพราะพี่ไปไหนไม่ได้ เขารู้ว่าเพ็ญจะต้องชอบใจมาก แต่เขาไม่มีสตางค์เสียแล้ว
พรออกจากร้านด้วยความเสียดาย เดินกลับบ้านส่งถุงข้าวโพดคั่วให้เพ็ญ และบอกว่าจะเล่าเรื่องไปดูงานที่วัดให้ฟังทีหลัง แล้วพรก็หลบเข้าไปในสวน เขาคิดแต่ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ปลาตัวนั้นเพื่อให้พี่แก้เหงาหายรำคาญ และปลาตัวนั้นก็จะสบาย ไม่ต้องอึดอัดอยู่ในถังเล็ก ๆ
ฝ่ายเจ้าแต้มสุนัขคู่หูของพร เข้าคลอเคลียปลอบโยน และดูเหมือนมันจะถามว่า “พร เธอเป็นอะไรไป?” ทั้งนี้เห็นทีมันจะรู้ว่าพรซึ่งเป็นเพื่อนของมันมีสีหน้าไม่ปกติกระมัง
พรก็เล่าเรื่องที่ได้เกิดขึ้น เจ้าแต้มชันหูดูเหมือนจะฟังด้วยความตั้งใจ เพราะมันออกวิ่งนำตรงไปทางถนน พรก็วิ่งตามไปเหมือนกับว่ามันเป็นผู้นำทาง ไม่ไกลเท่าไรก็ถึงท้องนา ความคิดของเขาก็เกิดขึ้นทันที เจ้าแต้มมันไม่ได้แกล้งพาเขามาที่นี่เล่น ๆ เป็นแน่ มันจะให้เขาถอนหญ้าแพรกไปให้คุณณรงค์เจ้าของคอกม้า เขาจะต้องได้เงินซื้อปลา แต่จะเพียงพอหรือไม่ ข้อนี้เขาไม่ได้คิด แต่เขาก็ดีใจวิ่งไปที่บ้านคุณณรงค์ แจ้งความประสงค์แล้วก็ขอกระสอบหนึ่งใบ
พรถอนหญ้าจนเหนื่อยอ่อน คิดจะเลิกหลายครั้งแต่คิดถึงเพ็ญ คิดถึงปลาที่อัดกันในตู้ ก็แข็งใจถอนหญ้าต่อไปอย่างรีบเร่งจนเย็น จนหลังแข็งแทบจะยืดตัวไม่ได้ แต่พรก็มีความยินดี เขาได้หญ้าแน่นกระสอบ พรก็แบกกระสอบหญ้าไปถึงบ้านคุณณรงค์จนได้ แม้จะเหน็ดเหนื่อยมากก็ตาม
คุณณรงค์ประหลาดใจทำตาโตและพูดซ้ำด้วยความปลาบปลื้มว่า “เด็กตัวเล็ก ๆ เท่านี้เก่งเหลือเกิน”
รุ่งขึ้นแต่เช้า พรก็ถือขวดโหลวิ่งไปที่ร้านขายปลา ได้ปลาแล้วก็วิ่งกลับบ้าน เขามัวแต่ดีใจและภาคภูมิใจ ข้ามถนนไม่มองรถ คนขับพยายามหลบแต่ก็ไม่สามารถ ข้างรถกระทบขวดโหลหล่นลงดินแตกกระจาย “อ้ายเด็กบ้า วิ่งตัดหน้าได้!” คนรถร้องด้วยความโกรธแต่พรตกตลึง มองดูปลามันกระโดดดิ้น มันจะไปหาพระคงคงซึ่งไม่ได้อยู่แถวนั้น
เคราะห์ดีที่นางสาวผู้หนึ่งเห็น... แล้วรีบวิ่งเข้าบ้านตักน้ำมาขันหนึ่งช่วยไว้ได้ทันกาล
และในเวลาเดียวกันนั้น ท่านผู้หนึ่งมีอายุ ลงจากรถเข้ามาถามพรว่า “เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?”
บังเอิญคุณณรงค์ขับรถมาหยุดอยู่ที่นั้นด้วย คุณณรงค์ก็เล่าเรื่องของเพ็ญและเรื่องหญ้าแพรกให้ท่านผู้นั้นฟัง “เด็กคนนี้เสียสละจริง ๆ” ท่านผู้นั้นจ้องดูพรครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ผมเป็นศัลยแพทย์อยู่ที่ศิริราชฯ เด็กที่มีความรักพี่รักน้องเช่นนี้ น่าชมเชยมาก” แล้วก็พูดกับพรต่อไปว่า “บ้านเธออยู่ไหน พาฉันไปซิ”
อาศัยการผ่าตัดของนายแพทย์ผู้นั้น เพ็ญจวนจะหายจากโรคง่อยแล้ว อย่างช้าอีกหกเดือนก็จะเดินได้เหมือนปกติ เวลานี้เธอหัวเราะและร้องเพลงตลอดวัน พรก็ดีใจไม่ได้คิดถึงความเหน็ดเหนื่อยวันนั้นเลย
จากหนังสือ"วีรธรรม" ฉบับที่ ๔๘๒ วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๐๙