โลลา มองเตส

ชีวิตโลดโผนอย่างที่ไม่เคยมีใครคิด จากทวีปนี้ไปทวีปโน้น สร้างความวุ่นวาย สร้างความบาดจิต ครึกโครม ด้วยเรื่องรักอย่างมากมาย ไม่ได้มีเวลาพักผ่อน ถึงแม้จะเคยได้ดีเพราะกษัตริย์บาเวเรียโปรดปรานอย่างหลงใหล ก็ไม่ตลอด ต้องโลดโผนต่อไป

ผู้ที่มีความรัก โลลา มองเตส อย่างซื่อสัตย์และบ้าคลั่งที่สุดก็คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งบาเวเรีย กษัตริย์องค์นี้มีพระชนม์หกสิบพรรษา ทรงสะสมภาพศิลป์ไว้ในพระราชวังมิวนิคอย่างมากมาย ล้วนแต่เป็นภาพสตรีที่สวยที่สุดในสมัยนั้น ไม่ว่าสตรีผู้นั้นจะเป็นชนชั้นใด เป็นเจ้าหญิง นางระบำ ตลอดจนหญิงงามเมือง ในนาทีแรกที่พระองค์ได้พบปะกับโลลา มองเตส พระองค์ก็หลงใหลในรูปโฉม จนชีวิตของพระองค์เปลี่ยนแปลงไปหมด

โลลา มองเตส มีความงามอย่างไม่น่าเชื่อ ผมดำสนิทห้อยประบ่าไม่มีที่ติ ดวงตาโตงามอย่างบาดใจ ผิวพรรณงามบาดตา ร่างกายอ่อนไหว องค์กษัตริย์เห็นแล้วงงงวยเป็นที่สุด พระองค์ไม่ทรงทราบว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน ทรงทราบแต่ว่าเธอเป็นนางระบำสเปญ  แต่เมื่อเข้ามาสอบบัตเล่ต์ในบาเวเรีย เธอก็ถูกคัดชื่อออก เพราะเทคนิคไม่เพียงพอ แต่เธอก็ขอเข้าเฝ้า พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงรับรอง ภายในสิบห้าวันเท่านั้น โลลา มองเตสก็ได้เข้าอยู่ในคณะระบำหลวง แต่เวลาแสดงชาวบาเวเรียที่เป็นผู้ชมไม่ชอบใจ ในการแสดงครั้งที่สองผู้คนโห่ร้องกลบเสียงดนตรี

พระเจ้าหลุยส์ทรงขัดเคืองมาก รับสั่งกับโลลาว่า “คนเหล่านี้กล้าโห่เธอ! ตั้งแต่นี้ต่อไป เธอจะระบำให้ฉันดูคนเดียวเท่านั้น”

ภายในสองเดือน โลลาก็มีวังอยู่อย่างสวยงาม เธอได้ดีเพราะรูปโฉม พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานเครื่องแต่งกาย แก้วแหวนเงินทอง รถม้าผู้คนส่วนพระองค์ และพระองค์ก็เสด็จไปเยี่ยมทุกวัน เขียนบทกลอนชมโฉมด้วยความรักร้อนเป็นไฟ ไม่ปิดบังผู้ใด รู้กันตลอดราชสำนักและทั้งเมือง

ไม่ใช่นางระบำ ไม่ใช่สตรีสเปญ

โลลาไม่เคยรุ่งเรืองเหมือนตรงนี้เลย เธอมีอายุยี่สิบแปด มีอดีตเต็มไปด้วยพายุ บิดามารดาเป็นชาวไอริช ชื่อของเธอ แบตตี กิลเบิร์ต เลิกกับสามีซึ่งเป็นคนแก่ แล้วแต่งงานใหม่กับเพื่อนของมารดา พากันไปอยู่ในประเทศอินเดีย  อยู่ด้วยกันไม่ยืด ต่างคนต่างเบื่อหน่ายซึ่งกันและกัน สามีก็หนีไป เธอก็กลับไปอยู่ลอนดอน และเมื่อคิดเป็นนางระบำก็ไปอยู่เมืองเซวิลลา ฝึกหัดการระบำกรับ  เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า โลลา มองเตส อันเป็นชื่อที่เสนาะหูของชาวแอนตาลูเซีย

การเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสัญชาติ ไม่ได้ทำให้เธอเป็นนางระบำสเปญได้เลย แต่เธอก็ยังพยายาม จนได้ร่วมคณะนางละระบำโคเวนต์ การ์เดน ที่ลอนดอน และก็ถูกโห่อีก เธอต้องออกจากลอนดอนไปแสวงหาโชคที่เบอร์ลิน เกิดตบหน้าตำรวจ  ตำรวจก็ส่งตัวข้ามแดนไปอยู่ที่เครสเต ณ ที่นี้เธอได้ ฟรานซ์ ลิสต์ ผู้มีชื่อเสียงไว้ในอำนาจ ลิสต์ชมว่า “เธอสวยเหมือนเสือ” เป็นความรุนแรงถึงที่สุด ลิสต์ก็เก็บข้าวของหนีไป โลลาก็เอาแซ่หวดเครื่องเรือนข้าวของแตกพังหมด แล้วเธอก็ไปอยู่ปารีส เป็นที่จับอกจับใจของอาเล็กซังดร์ ดูมาส อัลฟองซ์ การ์ และจูลย์ จานิน นักวิจารณ์ แต่ประชาชนผู้ชมระบำกลั้นหัวเราะไม่ได้ ทำให้เธอโกรธ ถอดรองเท้าปาไปกลางเวที ต่อจากนั้นเธอก็ไปอยู่คณะแซงต์ มาร์แตง ก็เกิดความวุ่นวายอีก “ระบำอะไร เสื้อผ้าบางเหลือเกิน” ตำรวจของพระเจ้าหลุยส์ฟิลิปไม่พูดเล่น สั่งปิดการแสดงทันที

และในที่นั้น ยังมีเรื่องดวลที่ไม่ใคร่สุจริต คือ ไม่เป็นไปตามระเบียบของคนสองคนที่มีความหึงหวงกัน คนตายชื่อ ดูจาริเอร์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ลาแปรส” อีกคนหนึ่งติดคุกสิบปี ชื่อ โบวัลลอง  โลลา มองเตสก็อยู่คนเดียว ไม่มีใครคบค้า ถือว่าเป็นตัวนำโชคร้าย

โลลาก็เก็บข้าวของลงกระเป๋าไปอยู่ประเทศเยอรมัน ก่อความวุ่นวายไปทั่วทุกเมือง เธอกล่าวเองว่า “ฉันจะไปเกาะกษัตริย์” และก็ได้สมใจจริง กษัตริย์องค์นั้น คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 1

“ปล่อยโลลาของฉันเถิด” กษัตริย์รับสั่งแก่อัครสังฆราช

ความสำเร็จของนางระบำผู้ปราศจากศิลป์ ได้ก่อให้เกิดความอิจฉาพยาบาทอย่างรวดเร็ว เธอขับรถม้าคู่ที่พระเจ้าแผ่นดินสั่งมาจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปตามถนนในเมืองมูนิค แล่นเร็วเต็มที่ ผู้คนตกใจหลบหนี สาปแช่ง กล่าวกันว่าเธอจะไล่พวกเยซูอิตออกจากเมืองและจะทำความล่มจมให้แก่คลังหลวง

พระเจ้าแผ่นดินถูกอัครสังฆราชเมืองมิวนิค ราชวงศ์ คณะศาสตราจารย์ และข้าราชการโจมตี พระองค์ก็ขับไล่พวกนี้ไปหมด รับสั่งว่า “อาณาจักรของฉันเป็นของโลลา” แต่พระองค์ก็สูญเสียทั้งสองอย่าง

พวกนักศึกษาเห็นอาจารย์ของตนถูกขับไล่ก็โกรธเคือง เอาก้อนอิฐขว้างบ้านของโลลา โลลาก็ไม่กลัว ออกมายืนที่มุขในชุดเสื้อนอน ดื่มแชมเปญให้ ครั้งหนึ่งตำรวจต้องมาห้าม เพราะเธอถือปืนคู่ออกมาจะสู้กับนักศึกษา เธอร้องว่า “ไอ้พวกสกปรก ฉันจะปิดมหาวิทยาลัย”  เธอพูดแล้วก็ลงมือ พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงคิดอะไรนอกจากโลลา ก็บัญชาให้ปิดโรงเรียนทันที ยิ่งกว่านั้นรัฐสภาก็ถูกยุบ เพราะไม่ยอมให้โลลาเป็นเคาน์เตสแห่งลันสเฟลด์ และตั้งสภาขึ้นให้เรียกว่า “กระทรวงโลลา” ประชาชนทน “การปกครองแบบซาตาน” อยู่สองปีก็คิดขบถ มีการยิงกันตามถนนใหญ่ ๆ กองทัพก็เป็นใจด้วย และพวกขบถก็ปลดพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งพระราชโอรสเป็นแทน พระเจ้าแผ่นดินถูกปลดแล้วก็สวรรคต

เคาน์เตสหนึ่งชั่วโมง

ชีวิตของโลลาในสองปีนั้น เต็มไปด้วยความวุ่นวาย และกลับไปอยู่ลอนดอน แสดงเรื่อง “โลลา มองเตส หรือ เคาน์เตสหนึ่งชั่วโมง” แต่แล้วก็ถูกราชทูตบาเวเรียขอร้อง โลลาได้แต่งงานกับนายทหารรักษาพระองค์ที่มั่งมีที่สุด แต่แล้วก็ทิ้งกันไปโดยเร็ว เพราะเธอเอามีดแทงเขา เธออยู่ลอนดอนไม่ได้ก็ไปอยู่อเมริกา หากินเป็นนางระบำก็ไม่สมหวัง ในที่สุดก็ประกาศใครจะไปคุยกับเธอในฐานะเคาน์เตส ลันสเฟลด์ก็ได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมหนึ่งดอลลาร์

ในไม่ช้าโรคตื่นทองก็จับใจ โลลาออกไปอยู่ในท้องถิ่นที่เปลี่ยวเปล่า แต่ไม่ใช่บ่อทอง เป็นที่ของชาวไอริชผู้หนึ่งซึ่งไม่ชอบสังคม คนผู้นี้ตกลงแต่งงานกับเธอทันที เขาอบรมให้เธอชอบชีวิตกลางแจ้ง  เธอก็ยอมทำงานเลี้ยงไก่และไก่งวง จนวันหนึ่งเกิดไฟไหม้บ้านช่องสูญหายหมด  เธอก็ทิ้งชาวไอริชผู้นั้นไปอยู่กลางทุ่งคนเดียว และลงเรือไปอยู่ออสเตรเลีย มีผู้นับถือในฐานะเคาน์เตสแห่งงบาเวเลีย แต่ก็อยู่ไม่นาน มีนักวิจารณ์คนหนึ่งติเตียนการระบำอันไม่มีศิลป์ของเธอในร้านกาแฟ  เธอก็เอาแซ่หวดคนผู้นั้น แล้วเธอก็ถูกขับออกจากประเทศ

ในที่สุดก็ต้องหนีกลับไปยุโรป การเร่ร่อนของเธอไม่มีวันจบ แต่เป็นที่รู้กันว่า วันหนึ่งเธอกลับหน้าเป็นหลัง โดยได้ฟังคำสั่งสอนของ แชมมี ปีแอร์ นักบวชที่บรอดเวย์ และก็กลายเป็นผู้ทำกิจการกุศล ทำบุญให้ทาน ช่วยเหลือคนจนและนักโทษ พระสงฆ์ประจำตัวของเธอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นผู้ใดกลับใจลึกซึ้งเท่านี้เลย”

โลลาถึงแก่ความตายอย่างผู้กล้าหาญในความดี เมื่อ ค.ศ. 1861 อายุสี่สิบสามปี


จาก "วีรธรรม"  ฉบับที่ ๕๕๐  วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๑๐