โยโย ! หยุดซนเสียทีซี แล้วกลับมาเดี๋ยวนี้   รู้ไม่ว่าพ่อห้ามไม่ให้มาเล่นบนทางรถไฟ  และถ้าพ่อจับได้ว่าเธอไม่เชื่อฟัง  พ่อจะโกรธมาก  และร้ายไปกว่านั้น  ขณะนี้พ่อกำลังเป็นฟืนเป็นไฟอยู่กับมัสการ์ตอยู่น๊ะ...

เสียงซูซาน เลอเบริง  พี่สาวคนโตของโยเซฟ หรือ โยโย ตะโกนเรียกน้องชายจอมซน  เธอวางอ่างใส่ผ้าที่จะนำมาซัก และเดินไปจับเด็กจอมแก่นซึ่งขณะนั้นกำลังเดินเถลไถลอยู่บนมูลดินรางรถไฟ  พอคว้าแขนได้เธอก็ลากถูลู่ถูกังมายังที่ ๆ เธอกำลังจะซักผ้าอยู่นั้น

อย่าไปจากที่นี่น๊ะ  จะบอกให้ ! จำไว้น๊ะ  !”

เลอเบริง ผู้บิดาเป็นหัวหน้าโรงงานกำลังหัวเสีย  เราตัดสินได้ก็ด้วยน้ำเสียงซึ่งดังลอดมาทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ข้าง ๆ โต๊ะของเขา

มัสการ์ต  คุณออกไปให้พ้นจากที่นี่ !”  เสียงเลอเบริงตะโกนลั่น   เจ้ารถจักร์เบอร์  ๒๓๒ นี้น่ะ   คุณควรจะซ่อมมันเสร็จตั้งแต่วานนี้แล้วนา  คุณมักมีนิสสัยถ่วงงานเสียจริง   ผมต้องรายงานไปยังบริษัทคุณแน่  คุณได้ยินไม๊?

แต่...  หัวหน้าครับ  ผมทำงานมาตลอดคืนเชียวนะครับ   เพื่อที่จะซ่อมรถจักรคันนี้   ผมต้องถอดท่อน้ำออกหมด  เพราะมันสกปรกมาก...  และการถอดนี้ต้องถอดทีละท่อ  ทำความสะอาดแล้วจึงใส่เข้าไปใหม่  มันไม่ใช่งานที่ทำได้รวดเร็วนะครับ  หัวหน้า   ฟังเหตุผลบ้างซี

ไม่รู้  ผมรู้แต่สิ่งเดียวว่า  พ.ข.ร. ที่นำรถมาซ่อมนี้กะไว้ว่าซ่อมสักหกชั่วโมงก็เสร็จ  และนี่คุณทำงานอะไร  ปาเข้าไปตั้งยี่สิบชั่วโมงยังไงล่ะ?   ถ้าคุณไม่เกียจคร้านก็น่าจะหย่อนสมรรถภาพแน่   ทางกองจักรโทรศัพท์ทวงมาไม่หยุด  เพราะเขาต้องการใช้หัวรถจักรคันนี้ด่วน

แต่ก็  เวลานี้มันเรียบร้อยแล้วนี่ครับ  มัสการ์ตตัดบท  ทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว   หม้อน้ำก็พร้อมที่จะเดินเครื่องได้  โธ่ !  ผมไหว้ละครับหัวหน้า  อย่ารายงานผมเลยครับ  เพราะถ้าหัวหน้ารายงานผมครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งที่สามแล้ว  และเขาก็จะถือเป็นเหตุให้ผมออกจากงานแน่  และผมก็ยังมีมารดาที่ค่อนข้างชรามากอยู่ในความอุปการะอีก  นี่ถ้าผมถูกไล่ออก......โธ่...

ผมจะรายงานคุณแน่นอน !  ข้ออ้างเหล่านี้ผมชินเสียแล้วคุณเอ๋ย  คุณอย่าเอามาใช้กับผมเลย

ข้างนอกห้องทำงานที่ทั้งสองคนกำลังเถียงกันอยู่นั้น  ขณะนั้นก็เกิดเสียงครางของไอน้ำดังแหลมขึ้น  และมีกลุ่มไอน้ำพุ่งขึ้นจากปล่องติด ๆ กัน   ซูซานละมือจากของที่ซักอยู่ตะโกนขึ้นสุดเสียง  โยโย !”   และพร้อมกันนั้นหัวรถจักรเลขที่ ๒๓๒ ซึ่งจอดนิ่งอยู่ในโรงงานซ่อมรถก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากโรงซ่อมนั้นไปตามราง  และความเร็วของรถจักรก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

ซูซานวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องทำงานคุณพ่อของเธอ  มือทั้งสองเต็มไปด้วยฟองสบู่

โยโยค่ะ !  โยโยต้องอยู่บนรถจักรคันนั้นอย่างแน่ทีเดียว  ขณะที่ขึ้นเล่นบนนั้นมือคงจะไปเปิดโน่นดึงนี่และคงจะไปเปิดห้ามล้อเข้าเป็นแน่

ตายแล้ว  ลูก  ทำไมจึงซนอย่างนี้   เสียงพ่อพูดขึ้นพร้อมกับกระโจนพรวดพราดออกมาข้างนอก  มัสการ์ตและซูซานก็ตามออกมาด้วย

แต่สายไปเสียแล้ว  เจ้าม้าเหล็กคันนั้นลับหายไปในป่าละเมาะข้างโรงงานเสียแล้ว  เห็นแต่เพียงกลุ่มไอน้ำพลุ่งขึ้นเป็นระยะ ๆ

หัวรถจักร ๒๓๒  แล่นบนราง ๒  และจะต้องไปชนกับรถสินค้าขบวน ๑๓.๐๘ น.  อย่างแน่นอน

และแล่นด้วยความเร็วอย่างนี้  มัสการ์ตพึมพำขึ้น   คงจะใช้เวลาในราวสามหรือสี่นาทีก็จะถึง  แปร์ลังซ์   โทรศัพท์ไปหาพนักงานสับเปลี่ยนที่ ๑๔ เพื่อสับหลีกให้รถจักร ๒๓๒ เข้าราง ๓ คงจะปลอดภัยไปได้ประมาณอีก ๒๐ กิโลเมตร

แล้วจากนั้นเล่า !”  เสียงบิดาของโยโยพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง   ไอนี่เหลืออยู่ในหม้อน้ำนั้นคงจะทำให้รถแล่นไปได้หลายชั่วโมง  คงจะไปชนกับรถขบวนอื่นที่สถานีชาร์วิลลี่  หรือไม่ก็เชเวอเนย์ !   โธ่  ลูกเอ๋ย !....

ปล่อยให้ผมจัดการเถอะครับหัวหน้า  หนุ่มช่างกลคนนั้นก็วิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของเขา   ติดเครื่องและออกแล่นไปทันที   เขาต้องตัดทางผ่านรางรถไฟและมูลดินเพื่อไปออกที่ถนนแล่นขนานกับทางรถไฟนั้น  และแน่เหลือเกินที่จะต้องใช้ความระมัดระวังและความชำนาญมาก  เพราะรถของเขากระโดดขึ้นลงเพราะสะดุดรางรถไฟ  ดูแล้วน่ากลัวล้มลงคอหักตาย

ส่วนนายเลอเบริงหันไปสาละวนกับเครื่องโทรศัพท์  และซูซานลูกสาวใช้ผ้ากันเปื้อนเช็ดน้ำตาพลางพูดขึ้นเบา ๆ

ช่างกล้าหาญอะไรอย่างนี้  ขอพระได้โปรดให้เขาทำงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยเถิด !”

ขณะนั้นชายหนุ่มเร่งความเร็วสุด  เมื่อถึงทางหลวงที่ขนานกับรางรถไฟแล้ว  เขามีความคิดแต่เพียงอย่างเดียวคือให้ทันเจ้าม้าเหล็กที่กำลังนำเด็กน้อยลูกของนายไปสู่ความตายที่น่าสยดสยอง

ถ้าเราจับถนนสายโรงสีสามโรงละก็จะย่นเวลาได้มาโขทีเดียว  และมีเวลาพอที่จะช่วยเด็กน้อยโยโยได้แน่  เขาคิดในใจ

และไม่รอช้าให้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว  มือไวเท่าความคิด  เขาเบนทิศทางตัดลงช่องทางลึกระหว่างคันนาทันที

ถ้าหากว่าพนักงานสับหลีก ๑๔ ทำงานทันเวลา  ป่านนี้หัวรถจักร ๒๓๒ คงต้องอยู่ราง ๓ เป็นแน่  และเพื่อที่จะช่วยเด็กน้อยนั้น  เราต้องไปถึงสะพานข้ามทางรถไฟที่ชาร์วิลลี  ซึ่งอยู่ข้างหน้านั้น  ก่อนที่หัวรถจักรจะมาถึง

หลังจากได้ข้ามสะพานข้ามคลองไปแล้ว  เขาก็ขับไปบนทางหลวงที่ยิ่งหนทางยิ่งเลวลง  ลมที่พัดมาปะทะหน้าทำให้รู้สึกหนังบนใบหน้าแทบจะปริและแสบหน้าเป็นกำลัง   พอมาถึงชาร์วิลลี่  ถนนสายนั้นก็แล่นขนานกับทางรถไฟอีก  พอมาถึงตรงทางขนานกับรถไฟ  เขามองไปข้างหน้า  ไม่ปรากฏว่ามีรถไฟหรือกลุ่มควันเลย   เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก  และพอหันกลับมามองข้างหลัง  โน่นยังไง  กลุ่มควันไอน้ำพลุ่งขึ้นในอากาศ  เขาจำได้ดีว่าเป็นรถจักรเลขที่ ๒๓๒ แน่  กำลังแล่นตามหลังเขาใกล้เข้ามาทุกที

เมื่อถึงสะพานข้ามทางรถไฟที่ชาร์วิลลี  เขาเหยียบห้ามล้อหยุดรถทันที  และโดดวิ่งขึ้นบันไดไปทีละสองสามขั้น  ปล่อยให้รถจักรยานยนต์นอนกลิ้งอยู่ในคูข้างทางนั่นเอง   เมื่อขึ้นไปถึงบนสะพานนั้นแล้ว  เขาก็วิ่งไปเกือบกลางสะพานและปีนออกไปยืนอยู่นอกลูกกรงสะพาน  และกะว่าพอจะกระโดดถึงรถจักรที่จะลอดสะพานได้พอดี

ยังคงเหลือแต่เวลาเท่านั้นที่จะตัดสินเหตุการ  กลุ่มไอน้ำค่อย ๆ ใกล้เข้ามา   อันเป็นสัญญาณว่าขณะนี้หัวรถจักรเลขที่ ๒๓๒  ใกล้เข้ามาจวนแจเต็มทีแล้ว  ใจของชายหนุ่มเต้นแรง  เพราะสิ่งที่เขากำลังจะปฏิบัตินี้มันเป็นการเสี่ยงอย่างน่ากลัวทีเดียว  ถ้าพลาดหมายถึงชีวิต  แต่เขาก็จำเป็นต้องเสี่ยง  เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการช่วยชีวิตโยโย  ลูกของนายแต่เพียงชีวิตเดียวเท่านั้น  ยังจะเป็นการช่วยชีวิตอีกนับสิบ ๆ ที่อยู่บนรถโดยสารข้างหน้าโน้นอีก  ถ้ารถจักรแล่นไปอย่างนี้เรื่อย ๆ และไปชนเข้ากับรถโดยสาร

โชคดีเหลือเกินที่สะพานข้ามทางรถไฟที่ชาร์วิลลีนั้นเขาทำไว้ไม่ค่อยจะสูงนัก  คือสูงกว่าหัวรถจักรเพียงเล็กน้อย  และเมื่อรถจักร ๒๓๒ นั้นแล่นมาเกือบถึงสะพานความเร็วดูเหมือนจะลดลง  ทันทีที่มีถึงสะพานและพอไอน้ำที่พุ่งขึ้นมาคล้อยตัวเขาไป  และในวินาทีนั้นเองเขาก็ปล่อยมือโดดลงไปบนตัวรถจักรคันนั้น  โดยที่มือของเขาทั้งสองยื่นออกไปข้างหน้า  ดวงตาทั้งสองข้างหลับปิดสนิท...

ขณะที่โดดลงไปนั้น ความรู้สึกคล้ายฝัน  คือเหมือนกับถูกผลักพลัดตกลงมาจากหน้าผาสูง  และลอยลิ่วหล่นลงมาเบื้องล่างยังเหวลึก ลอยลงไปในความมืด  ซึ่งมีความแน่ใจว่าที่ก้นเหวนั้นจะเป็นที่ตายของเขา  แต่แล้วเขาก็มารู้สึกตัวเมื่อเข้ามาสัมผัสกับทางเดินข้างหม้อน้ำรถจักร  และมือเขาคว้าได้ราวเหล็กที่หม้อน้ำพอดี  เขาจับราวเหล็กไว้แน่น  ความหวังที่จะมีชีวิตต่อไปเริ่มขึ้น ณ บัดดลนั้นเอง   มันเป็นวินาทีแห่งความคงอยู่หรือความตายสำหรับเขา

มัสการ์ตเบียดตัวแนบเข้ากับราวเหล็ก  กลั้นลมหายใจและค่อย  ๆ ไต่ไปยังห้องบังคับเครื่องจักร   ที่นั่น  เขาตรงไปยังคันบังคับไอน้ำและโยกมันเพื่อเปิดท่อไอน้ำด้วยท่าทางที่เกือบจะสิ้นสติแล้ว  และในที่สุดเขาก็สามารถบังคับเจ้าม้าเหล็กให้หยุดได้  แล้วค่อย ๆ ทรงตัวไปยังเด็กซึ่งขณะนี้สิ้นสติไปแล้วด้วยความตกใจสุดขีด  เขาก้มลงอุ้มโยโยลงจากรถจักรเลขที่ ๒๓๒ และมุ่งตรงไปยังที่รถจักรยานยนต์ของเขานอนตะแคงอยู่

จากนั้นราวหนึ่งชั่วโมง   เขาก็ขับรถจักรยานยนต์คู่ชีพกลับมาถึงโรงงาน        ค่อยอุ้มโยโยส่งให้บิดาของเขาซึ่งมารออยู่แล้วที่หน้าโรงงานด้วยความกระวนกระวายใจ  หัวหน้าโรงงานเลอเบริงยืนตลึงแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง  เขาพูดไม่ออก  ได้แต่จ้องหน้ามัสการ์ตและน้ำตาซึมออกมาด้วยความตื้นตันใจ

ขอให้ผมบอกกับคุณมัสการ์ตด้วยว่า  คุณกล้าหาญมาก  กล้าหาญเกินตัว  ผมไม่ทราบว่าจะขอบคุณคุณอย่างไรถูก  เอาละทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คือเกี่ยวกับรายงานที่ผมจะเสนอความบกพร่องของคุณไปยังบริษัท  ผมขอให้มันผ่านไป  เป็นอันว่าหมดปัญหาแล้ว  และยิ่งไปกว่านั้น  ผมจะเสนอตำแหน่งผู่ช่วยหัวหน้าโรงงานให้แก่คุณด้วย  เพราะว่าขณะนี้ตำแหน่งนั้นยังว่างอยู่....    และผมก็อยากจะบอกกับคุณอีกเรื่องหนึ่ง คือว่า... เท่าที่ผมสังเกตดู รู้สึกว่า  คุณและซูซานลูกสาวของผมคงจะเป็นเพื่อนที่ดีกันได้  และถ้าเป็นความปรารถนาจากหัวใจของคุณ  ผมมีความยินดีที่จะได้คนกล้าหาญอย่างคุณไว้เป็นสมาชิกของครอบครัวของผม....


หมายเหตุ พิมพ์ตัวสะกดตามต้นฉบับ

จากหนังสือ"วีรธรรม" ฉบับที่ ๘๗  วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๑