ธุรกิจสัมฤทธิ์ผล

คุณจำรูญ กมลเทพ บุตรพ่อค้าคนใหญ่ตลาดคลองด่าน ขับรถเรโนต์คันใหม่เอี่ยม เข้าไปเทียบรถบุโรทั่งซึ่งภายในนั้น กำนันฉ่องผู้ที่คนนับถือทั้งตำบลนั่งอยู่ที่พวงมาลัย

“คุณลุงกำนันก็ใช้รถเหมือนกันหรือครับ?” คุณจำรูญทักทาย “รถคุณลุงคันนี้ ผมรับรองได้เลยว่าตำรวจไม่จับฐานขับเร็วเกินกำหนดอย่างเด็ดขาด”

“ชะช้า พ่อหนุ่ม คนหลักฐานอย่างลุงนะ ไม่ขับรถเร็วหร็อก ลูกบ้านเขาก็ไม่ชอบ ลุงจะหารถสวย ๆ อย่างพ่อรูญก็ได้ แต่ชาวบ้านเขาจะว่ายังไง?”

“คุณลุงมีงานมาก ลูกบ้านบางคนก็มีงานด่วน บางคนจะรีบไปสวรรค์เร็ว ๆ คุณลุงมัวแต่ขับรถช้า ๆ อย่างนี้ไปทำพินัยกรรมไม่มันหร็อก”

“ไม่ถึงอย่างงั้นหร็อกพ่อจรูญ เวลานี้มีเรื่องสำคัญเรื่องเดียวเท่านั้น เขาวานให้ลุงไปเป็นเถ้าแก่ ขอลูกสาวบ้านใกล้ ๆ นี้แหละ” กำนันฉ่องพูดแล้วก็หัวเราะแหะ ๆ “เออ บางทีสักวันหนี่ง พ่อรูญคงจะต้องใช้ลุงบ้างในเรื่องพันนี้ เตรียมตัวไว้แล้วหรือยังล่ะ?”

“ผมยังไม่รีบร้อนหร็อกครับ ผมจะสละอิสรภาพก็ต่อเมื่อ.... ผมพอใจ....”

“แต่ยังไง ๆ ก็อย่าลืมลุงนะ ลุงรับรองไม่มีอะไรขัดข้องเลย” 

การสนทนาสำหรับคราวนี้ จบลงเพียงเท่านี้ก่อน อีกครึ่งเดือนต่อมา เหตุบังเอิญก็เกิดขึ้น ตามถนนอันสงบ ซึ่งบางตอนก็ผ่านทุ่งนา อันเขียวชอุ่ม แลดูกระเพื่อมเหมือนละลอกเมื่อถูกลมโชย เบื้องหลังรถคร่ำคร่าของท่านกำนันฉ่อง มีเสียงแตรเกรี้ยวกราดมาแต่ไกล ท่านกำนันเหลือบดูกระจกมองหลังก็รู้เรื่อง ไม่ใช่ใครอื่น คุณจำรูญสหายหนุ่มนั่นเอง ท่านกำนันหยุดรถ

“สวัสดี หลานชาย ดูรีบร้อนจริง จะไปถึงไหนพ่อรูญ?”

“ผมไปสมุทรปราการครับ ไปเยี่ยมสาวคนหนึ่ง คนที่ได้รับมรดกมากที่สุดในจังหวัดละครับ”

“อ้อ! ๆ ลุงรู้แล้วหละ พ่อรูญจะแต่งงานใช่ไหม?”

“ใช่ครับ เอ๊ะ คุณลุงก็รู้จัก...”

ท่านกำนันเกาลูกคาง ทำหน้าย่น

“ถ้าสินสอดไม่พอละก้อ พ่อรูญมาหาลุงนะ รูปร่างอย่างเรา สาว ๆ ไม่ติ ลุงรับรอง... แต่ขอให้ลุงบอกอะไรนิดหน่อยนะ สาวคนนี้น่ะสวยอย่างเดียว ความน่ารักไม่มีนะ แต่ถ้าพ่อรูญชอบจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร”

คุณจำรูญยกไหล่ ไม่สนใจคำพูดของกำนันฉ่อง แต่ก็ตอบไปว่า

“ก็คอยดูกันไป คุณลุงไปทางเดียวกับผมใช่ไหมครับ?”

“ก็ทางเดียวกันนั่นแหละ ลุงจะไปธุระที่นาของยายทับทิมใกล้ ๆ กันนั่นแหละ”

“เออ คุณลุงกับผม ใครจะไปถึงก่อน?”

“ลุงไม่อยากลงคลองให้หลานชอบใจหร็อก และลุงก็ไม่กล้าพูดว่าลุงจะไปถึงก่อน”

แล้วคุณจำรูญก็สตาร์ทเรื่อง แล่นฉิวไปทันที กำนันฉ่องส่ายหน้า แล่นตามไปอย่างไม่รีบเร่งและบ่นในใจว่า “ขับรถเร็วอย่างนี้ ขออย่าให้มีอุบัติเหตุก็แล้วกัน”

ท่านกำนันคิดดี แต่ถนนไม่เป็นอย่างนั้น ใครไว้ใจมันมากไปนิดหน่อย มักคิดขบถทันที คือพอถึง “โค้งมรณะ” รถของคุณจำรูญก็ลงไปหงายท้องในคู

คุณจำรูญงุนงง ครางโอย เอามือคลำหน้า พัวโนมาก แต่ไม่เป็นไร ที่ร้ายก็คือหัวเข่าแตก ข้อเท้าเคล็ดเท่านั้น

ส่วนรถกันชนหลุด หลังคาบุบ ขึ้นมาอยู่บนถนนไม่ได้ ถ้ามีรถอื่นมาช่วย

มีใครคนหนึ่งวิ่งมา คนผู้นั้นมาดูนา ได้เห็นอุบัติเหตุและก็เข้าช่วยเหลือ คนผู้นั้นคือนางสาวต้อย บุตรหัวปีของยายทับทิมนั่นเอง ต้อยเป็นคนว่องไวน่ารัก

“ดิฉันจะไปตามคนมาช่วยค่ะ” นางสาวต้อยพูดกระหืดกระหอบ แต่ยังไม่ทันไป รถของท่านกำนันก็แล่นเสียงสนั่นเข้าโค้งมาแล้ว ท่านกำนันหยุดรถ ยกมือร้องว่า

“จำรูญ เป็นอย่างไรบ้าง ลุงว่าแล้ว มา ลุงจะพาไปส่งที่ร้านหมอชิต โรงหมอที่ใกล้ที่สุด มา แม่ต้อยเข้ามา ลุงจะพาไปส่งบ้าน”

มิใช่ง่ายนัก ต้อยช่วยพยุงคุณจำรูญขึ้นรถของท่านกำนัน แล้วเธอก็ตามขึ้นไปนั่นด้วย

อีกครึ่งเดือนต่อมา เรื่องอุบัติเหตุไม่มีใครพูดถึงแล้ว คุณจำรูญก็ไม่ใคร่จะอยู่ที่บ้านคลองด่าน แต่ไปอยู่ที่บ้านนางสาวต้อยแทบทุกวัน และสองสามอาทิตย์ต่อมา คุณจำรูญก็บอกแก่ท่านกำนันว่า

“คุณลุงครับ คุณลุงไม่ต้องเป็นเถ้าแก่ให้ผมก็ได้ เพราะผมไม่แต่งงานกับคุณวรรณาผู้มั่งมีแล้ว แต่จะแต่งกับต้อย”

“ธุรกิจของพ่อรูญสำเร็จอย่างงดงาม ถึงแม่ต้อยจะยากจน แต่ก็มีของมีค่ายิ่งกว่าเงินทอง คือน้ำใจเมตตาอารี รู้บุญรู้บาป ลุงรู้ข่าวนี้ ลุงยินดียิ่งกว่าได้เป็นเถ้าแก่เสียอีก”

“นิรบูรณ์


จากนิตยสารวีรธรรม ฉบับที่ 502 วันที่ 22 มกราคม 2510