
มีนิทานเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องจริง ผู้อ่านจะเคยได้ยินบ้างหรือไม่? คือเมื่อสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ ประชาชนผู้ไม่มีความผิดถูกประหารชีวิตนับหมื่น การปฏิวัติเช่นนี้ ทั่ว ๆ ไป ในบรรดาผู้ต้องโทษถึงตายนั้น มีพระมหากษัตริย์และพระราชินีรวมอยู่ด้วย ทั้งสองพระองค์มีความผิดอันควรแก่โทษ พระมหากษัตริย์นั้นพระทัยดีเกินไป ส่วนพระราชินีมีความผิดที่ทรงกำเนิดเป็นชาติออสเตรียและประเทศออสเตรียทำสงครามกับประเทศฝรั่งเศส เมื่อเขานำพระราชินีไปสำเร็จโทษนั้น เขาให้พระองค์ประทับไปบนเกวียนเทียมด้วยม้า พวกกากเมืองก็ห้อมล้อมกล่าวคำสามหาวด่าประจาน จนกระทั่งไปถึงตะแลงแกง ที่นั้นเป็นที่ตั้งกิโยติน (ตะไกรตัดคอนักโทษ) พระราชินีก็เสด็จลงและขึ้นไปบนตะแลงแกง พระองค์ทรงสะดุดและเซไปเตะเท้าเพชฌฆาต ครั้นแล้วสตรีผู้นั้นแสดงกิริยาอะไรบ้าง? ท่านเป็นถึงราชินีและเพชฌฆาตผู้นั้นก็คือผู้ที่จะปล่อยตะไกรลงมาฟันพระศอของพระองค์ แต่พระราชินีรับสั่งอย่างสุภาพว่า “ขอโทษเถิด ฉันไม่ได้แกล้ง”
นี่แสดงให้เห็นว่าคนมีสกุลแม้จะถูกประหารอยู่แล้วก็ยังไม่ทิ้งความเป็นผู้ดีของตนเลย
เมื่อเด็ก ๆ คำนับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะรู้สึกเมตตาปรานีขึ้นมาทันที แต่จะรู้สึกตรงกันข้าม ถ้าเด็กคนนั้นแสดงกิริยาเป็นปูลากก้าม เครื่องจักรที่มีราคาก็จะต้องหยอดน้ำมันให้บ้าง มันจึงจะเดินดี มรรยาทเปรียบเหมือนหยดน้ำมันที่หยอดลงไปในเครื่องจักรของชีวิตเพื่อจะได้เดินคล่องไม่ติดขัด
ผู้น้อยต้องเคารพนับถือผู้ใหญ่ เป็นหน้าที่ ๆ ต้องปฏิบัติจริง ๆ และยิ่งจำเป็นมาก ถ้าจะให้ผู้ใหญ่มีความนิยมชมชอบ
การแสดงมรรยาทต่อบิดามารดาเป็นการพิสูจน์ความรักและความกตัญญูของเรา
การแสดงมรรยาทต่อเพื่อนนักเรียน แม้เราจะเห็นว่ามีความสำคัญน้อย ก็จงดูพระราชินีที่กล่าวมาแล้วนั้นว่าได้ทรงแสดงความสุภาพต่อผู้น้อยและเป็นเพชฌฆาตของพระองค์อย่างไร? ถ้าเราไม่แสดงกิริยาสุภาพต่อคนที่เสมอกับเราหรือต่ำกว่าเรา เขาก็หาว่าเราเย่อหยิ่งและเกลียดชังเราเท่านั้น
เพราะฉะนั้นขอให้ผู้อ่านวีรธรรมจงเป็นตัวอย่างในเรื่องคุณสมบัติอันใหญ่ยิ่งนี้เสมอไป และขอให้ระวังตัวสักหน่อย เพราะไม่ใช่ของทำง่ายนัก เรามักจะเผลอตัวบ่อย ๆ บางเวลาเรามีความเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น หรืออารมณ์เสีย อยากจะแสดงกิริยาหยาบคาย ถ้าไม่ระวังอยู่ทุกเวลานาทีแล้ว เราก็จะเป็นคนสุภาพตลอดไปไม่ได้
เราต้องลงมือฝึกหัดตั้งแต่บัดนี้ เริ่มที่บ้านก่อน เพราะเป็นธรรมดาที่ลูกจะต้องแสดงมรรยาทต่อแม่ผู้จัดหาเสื้อผ้าอาหาร ต่อพ่อผู้หาเงินให้เรา ลูกที่ดีจะต้องกล่าวคำขอบคุณแม่เสมอ แม้ในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น แม่จัดหนังสือใส่กระเป๋าให้, แต่งตัวให้, ตักน้ำให้ ฯลฯ... ลูกก็จะพูดว่า “ขอบคุณนะคะหรือขอบคุณครับ” หรือพูดกับพ่อว่า “ขอบคุณครับ, ผมจะไม่ใช้สตางค์เปลืองแล้วครับ ฯลฯ....”
ส่วนที่โรงเรียน เรามีครูไว้สำหรับช่วยให้เราสอบไล่ได้ เราทำให้ครูของเราดีใจได้ เช่น เมื่อสอบแล้ว เราบอกกับครูว่า “ผมเสียใจจริง ๆ ที่ทำเลขผิดไปหลายข้อ คราวหน้าผมจะพยายามให้ดีกว่านี้...”
ที่ยกตัวอย่างมานี้ ไม่ใช่ข้อบังคับของมรรยาท แต่เป็นวิธีการปฏิบัติให้ผู้อื่นชอบชื่น และการที่ทำให้ผู้อื่นชอบชื่นนั้น คือ มรรยาทแท้ คนที่รู้ข้อบังคับของมรรยาทแล้วอาจสั่งสอนคนอื่นได้ แต่การที่ทำให้ผู้อื่นชื่นชอบนั้นไม่จำเป็นต้องรู้กฎเกณฑ์เลย และถ้าเราต่างคนต่างพยายามทำความชื่นชอบให้แก่กันและกันแล้ว โลกเราก็จะเป็นที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น แต่ถ้ามีคนพวกหนึ่งพยายามเป็นคนสุภาพอย่างสมบูรณ์แล้ว คนอื่น ๆ ก็อาจทำตามอีกมากมาย ขอให้ชาววีรธรรมจงเป็นผู้ที่บริบูรณ์ในมรรยาท ให้อัชฌาสัยเป็นเสบียงเลี้ยงตัวได้จริง ๆ
จากหนังสือ "วีรธรรม" ฉบับที่ ๙๔ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๑
