เธอเป็นเพื่อนของฉันเหมือนกัน

 

                    เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง และเป็นข่าวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  บางฉบับก็ประติดประต่ออย่างน่าฟัง  เราเห็นเป็นเรื่องดีจึงคัดเอามาให้อ่านกันบ้าง  เพื่อแสดงให้เห็นว่า  ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังรบราฆ่าฟันกันอย่างเต็มใจ  ก็ยังอาจมีพวกเด็กบางคนกลับเป็นศิลปินเอกของสันติ  ช่วยกันก่อสร้างไมตรีจิต  แทนที่จะค้นคว้าความแตกต่างของกันและกัน

                    เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอัลเยเรีย  ที่เมืองอัลเยร์อันเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่บนเนินเขาติดทะเล  ภายใต้ดวงอาทิตย์อันส่องแสงแรงกล้า  มีตำบลหนึ่งเรียกกันว่าอัลเยร์ขาว   เป็นตำบลที่สวยงามมาก  ตึกรามบ้านช่องตั้งเป็นลดหลั่นอยู่บนภูเขาอันเขียวชะอุ่ม  ดูคล้ายกับเพชรพลอยอันเป็นเครื่องประดับของบุคคลที่มีราศีอยู่แล้ว   ผู้ที่เดินเรือไปทางนั้น   ถ้าไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์เลยก็จะเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ  ว่าเมืองนี้ช่างร่มเย็นเป็นที่สุด

                    แต่ความจริงตรงกันข้าม  ไม่ใช่เพราะอาทิตย์ร้อนแรง  แต่ฝรั่งกับแขกรบกันหลายปีมาแล้วไม่รู้จักจบสิ้น  ฝรั่งอ้างว่าบ้านเมืองนี้ฉันเป็นผู้ลงทุนลงแรงสร้าง  ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ได้   ฝ่ายแขกว่านี่เป็นบ้านเมืองของฉัน ๆ ปกครองเอง  ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลถูกต้องด้วยกันทั้งคู่   ก็เลยอยู่ด้วยกันอย่างวุ่นวายสาหัส  และเพื่อจะให้มีความร่มเย็นตามลักษณะของบ้านเมืองก็จำเป็นต้องรบกันอย่างทารุณไปพลาง ๆ ก่อน  ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนล้มตายไปตามกัน  พวกทหารคลั่งไคล้กลับใจเป็นเสือสางไปโดยมาก 

                    ตามถนนอัลเยร์ขาวมักจะมีเลือดเป็นกอง ๆ และบ่อย ๆ  ทั้ง ๆ ที่สถานที่มีสภาพร่มเย็น  ภายในเมืองตามร้านกาแฟอันเต็มไปด้วยผู้คนทั้งแขกทั้งฝรั่งกำลังสบายรับสายลมในตอนเย็น   พริบตาเดียวเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว   เสียงร้องครวญครางด้วยบาดเจ็บ...  เลือดไหลนอง   ต่อจากนั้นเสียงหวอของรถพยาบาลก็ดังมา.... บรรทุกเอาคนป่วย  คนตายซึ่งมีทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิงออกไปจากที่นั้น   เหตุทั้งนี้เกิดจากนักวินาศกรรมขว้างลูกระเบิด  

                    เท่าที่เล่าเป็นบทนำมานี้  ก็ยืดยาวพอใช้แล้ว  ฉะนั้นจึงขอหยุดขึ้นต้นเรื่องดังนี้ :

                    “มาโฮเมด   มาขึ้นรถด้วยกันซี่   ส่งถึงบ้านเลย  ไม่ต้องเสียสตางค์… หรือเธอไม่ชอบขึ้นรถทหารฝรั่งเศส”  ผู้ที่พูดเป็นเด็กชายนั่งอยู่บนรถจี๊ปคันใหญ่   นักเรียนประมาณหนึ่งโหล  ทั้งหญิงชายแขกฝรั่งปนกัน  คนขับเป็นทหารฝรั่งเศส  ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น  อังเดรเพื่อนของเขาก็เอาศอกกระทุ้งซี่โครงแล้วจ้องหน้าเป็นความหมายว่า “หยุด !  โมริส  อย่าออกชื่อทหารฝรั่งเศสกับมาโฮเมด”   โมริสมีความเข้าใจดี  เขายิ้มและเอนตัวยื่นมือออกไปช่วย  นักเรียนอาหรับผู้มีชื่อว่ามาโฮเมดต่ายขึ้นมาบนรถ แล้วรถก็แล่นออกจากโรงเรียนพาเด็กไปส่งตามบ้าน   การที่ทหารฝรั่งเศสเอารถจิ๊ปรับส่งนักเรียนตามบ้านเช่นนี้เป็นการพยายามที่สุดชนิดหนึ่ง เพื่อจะให้เด็ก ๆ พ้นเหตุร้ายอันมีอยู่รอบบ้านรอบเมือง และมีขึ้นอย่างง่าย ๆ

                    วันต่อมา โมริส, อังเดร และมาโฮเมด  ทั้งสามคนเกิดไม่ลงรอยกันที่โรงเรียนเลยเข้าหมู่กันไม่ได้  มาโฮเมดผู้มีใบหน้ายิ้มแย้ม หนังดำยิงฟันขาวอยู่เสมอนั้นเป็นบุตรหัวหน้าผู้ต่อต้านฝ่ายอาหรับคนหนึ่ง  ส่วนโมริสผู้มีอารมณ์ขบขันชอบทำให้เพื่อนหัวร่อนั้นเป็นบุตรนายทหารฝรั่งเศสมีหน้าที่ปราบกองโจร  นี่คือเหตุหนึ่งที่ทำให้อังเดรเอาศอกถองซี่โครงห้ามพูดถึงทหารฝรั่งเศสต่อหน้ามาโฮเมด   เพราะเรื่องทหารและเรื่องรบเป็นเรื่อง “ตาบู”  ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงมาโฮเมดให้เป็นเสือไปได้  และโมริสก็จะเป็นตามไปด้วย   และหลายครั้งมาแล้วในลานโรงเรียนนี้มีเลือดไหลเหมือนกัน  ขออภัย... ที่ว่าเลือดไหล  ไม่ใช่เพราะถูกลูกปืนหรือลูกระเบิดดอก  แต่เป็นเพียงเลือดกำเดา  มีแต่ตาปูด ปากเจ่อเท่านั้น 

                    วันหนึ่งโมริสและมาโฮเมดร่างกายมั่นคงทั้งคู่  กำลังชกกันอย่างเสรี  เด็กอื่นล้อมกันเป็นวง   อาวุธต้องเซนเซ่อร์  ครูใหญ่...ที่ไม่ห้ามเพราะตั้งใจจะเป็นกรรมการ   ในที่สุดนักมวยทั้งสองก็หยุดนิ่ง   ตาปูดคนหนึ่ง   และก็เลิกลาไปเองเพราะเหนื่อยและเจ็บ 

                    ครูใหญ่เรียกเด็กทั้งสองเข้ามาแล้วพูดว่า “เธอชกกันบาดเจ็บดีแล้ว  จับมือกันเสียเถอะ....”   แล้วครูใหญ่ก็เรียกประชุมนักเรียนชายหญิงทั้งหมด  และพูดเป็นเวลานาน  มีใจความว่า :

                     “การที่นักเรียนชกกันจนบาดเจ็บแล้วได้ผลอะไรบ้าง !  มีอะไรก้าวหน้าบ้าง?   ใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิด?  ไม่มีใครรู้  ครูไม่ต้องการถามว่าเธอต่อยกันด้วยเรื่องใด   เธอต่อยกันเพราะเธอเป็นนักการเมืองใช่หรือไม่?   เธอเป็นนักเรียน อย่างเพิ่งเป็นนักการเมืองเลย   แม้เวลานี้บิดาหรือพี่ของเธอจะรบกัน  แต่ก็เพราะเขาถือว่าเป็นหน้าที่  ส่วนพวกเธอไม่มีหน้าที่ทำสงคราม   เพราะสงครามของเธอไม่มีประโยชน์แก่ฝ่ายใดเลย    หน้าที่ของเธอก็คือเตรียมตัวอย่างดีเพื่อจะได้เป็นผู้นำในชาติของตน   เพื่อจะได้ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติให้อยู่ดีกินดี  ในเมื่อสันติภาพได้กลับมาใหม่ ซึ่งจะไม่ช้านานนัก  ครูเชื่อแน่ว่า  วันหนึ่ง ทั้งโมริส ทั้งมาโฮเมดก็จะต้องช่วยกันทำงานเพื่อประเทศอันสวยงามและเป็นที่รักของตน   เวลานี้ครูขอให้จับมือกัน  เธอจะชกกันด้วยเรื่องกีฬา  หรือเรื่องอื่นก็อาจมีประโยชน์กว่า  แต่เพราะเรื่องการเมืองแล้ว  ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

                     พูดจบแล้วครูใหญ่ก็หันไปหานักเรียนหญิงสองคน  เป็นอาหรับคนหนึ่ง  เป็นฝรั่งคนหนึ่ง  สั่งว่า “ฟังตา,   อีแรน  พาสองคนนี่ไปล้างหน้า...”

                    สิบนาทีภายหลัง  ครูใหญ่เดินผ่านไปทางห้องพยาบาล  เหลือบตาไปแล้วก็ยิ้ม  เดินต่อไป  อีแรนกำลังก้มอยู่กับมาโฮเมด  ส่วนฟังตาประคบลูกตาของโมริส

                    ครูใหญ่คงจะมีความคิดถูกต้องอยู่มาก   โรงเรียนตั้งอยู่ในความสงบหลายเดือน  อยู่มาวันหนึ่งมาโฮเมดไม่ได้มาโรงเรียนหนึ่งสัปดาห์   แต่พอโผล่เข้ามาพวกเพื่อนก็เข้าไปถามด้วยความยินดี  และก็โดยบังเอิญ โมริสเดินเข้าไปหาและถามมาโฮเมดเป็นคนแรกว่า “เอยังไง  หยุดเรียนไปหลายวัน    มาโฮเมดไม่ตอบแต่เดินปรี่เข้าหา  พุ่งหมัดปราดเข้าไปตรงคางอย่างเหมาะเจาะ  โมริสหงายผึ่งอย่างไม่เป็นท่า  แต่แล้วก็ลุกขึ้นมาอย่างงง ๆ   นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วก็ตั้งใจจะเอาเหตุผลกับมาโฮเมดว่าเป็นยังไง   เราเป็นเพื่อนกันแล้วยังมาชกต่อยกันอีก   ทั้งนี้ไม่ได้ถามด้วยคำพูด  เป็นแต่จดหมัดก้าวเข้าไป.. แต่ทันใดนั้น โมริสลดหมัดลงน้ำตาไหล   เขาไม่ได้มีความโกรธเลย  แต่ร้องไห้   เพื่อนที่อยู่รอบ ๆ อึดอัด  หันหน้าไปทางอื่นแล้วเดินห่างไป  โมริสเองก็ไม่รู้จะทำอะไร  เดินห่างไปเหมือนกัน   ต่อมาครู่หนึ่งมีข่าวแพร่ในโรงเรียนว่า  บิดาของมาโฮเมดถูกทหารฝรั่งเศสยิงตายในการรบ

                    ต่อจากการชกคางราวหนึ่งสัปดาห์  เป็นเวลาเลิกเรียนตอนเย็น  นักเรียนกำลังจะกลับบ้าน  รถจิ๊ปที่มาคอยรับนักเรียนยังไม่มา   โมริส,  อังเดร และ อีแรนยืนรอรถคุยกันอยู่   แล้วอีแรนก็พูดกับเพื่อนทั้งสองว่า  “ฉันต้องการซื้อหนังสือพิมพ์สักเล่มหนึ่ง  อย่างช้าสองนาที  ถ้ารถมาบอกให้เขารอก่อนนะ  ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น...”    พูดแล้วอีแรนก็รีบข้ามถนน   ผมทรงหางม้าปลิวไปตามลม  ตรงไปยังร้านขายหนังสืออยู่ตรงข้าม   โมริสกับอังเดรยังคงยืนคุยกันต่อไป   ทันใดนั้นมาโฮเมดซึ่งยืนพิงกำแพงอยู่คนเดียวร้องขึ้นอย่างตกใจ  สายตาเพ่งไปข้างหน้า

                     “อีแรน !... รถ !...”

                    โมริสและอังเดรได้ยินเสียง ไม่ทันทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นก็พุ่งตัวออกไป  รถยนต์คันหนึ่งแล่นด้วยความเร็วสูงสุดลับมุมหายไป   “บ้าที่สุด    เด็กคนหนึ่งร้องขึ้น  อีแรนกระเด็นไปนอนฟุบ  ครึ่งตัวอยู่บนบาทวิถี  อีกครึ่งตัวอยู่กับถนน  ใบหน้าสงบแต่ผมโซมไปด้วยเลือด   ขาหักแหลกเหลวทั้งสองข้าง   ขณะที่โมริสก้มตัวลงคลำชีพจร เสียงหวอก็ดังขึ้น เป็นรถทหารแล่นมาเต็มแรง คงจะแล่นไล่รถที่ชนอีแรน โมริสมองตามรถคันนั้น  และเขาก็เห็นมาโฮเมดซึ่งยืนอยู่ริมถนนมองตามทางที่รถสองคันที่แล่นลับไปเหมือนกันด้วยใบหน้าเศร้าหมอง   โมริสพึมพำออกมาว่า “พวกก่อวินาศกรรมคงไปขว้างระเบิดที่ไหนมาแล้ว”    เมื่อรถหมอมาถึง  หมอบอกว่าอีแรนตายแล้ว

                    วันรุ่งขึ้นเพื่อนนักเรียนที่เป็นคาทอลิกพากันไปโบสถ์ในพิธีฝังศพอีแรนผู้ที่เพื่อนนักเรียนรักใคร่ เนื่องจากเป็นผู้มีจิตใจเสียสละอยู่เสมอ  โมริสได้เรี่ยไรจากเพื่อนฝูงเพื่อทำพิธีให้แก่อีแรน   เมื่อโมริสกับเพื่อนคาทอลิกมาถึงโบสถ์  เขาก็มองเห็นทางหน้าประตูแต่ทีแรกแล้ว  ณ ที่นั้นมีเด็กอาหรับกลุ่มหนึ่งทั้งชายและหญิงแต่งกายอย่างสวยงามเต็มที่ยืนคอยอยู่แล้ว  โมริสเดินผ่านเข้าใกล้ ๆ ก็เห็นมีเด็กหญิงหลายคนสรวมมาลัยไว้ทุกข์  มาโฮเมดก้าวเข้าไปหาเขาแล้วพูดว่า  “โมริส  พวกเรานักเรียนมุสลิมมีความเสียใจมากในการตายครั้งนี้  อีแรนเป็นเพื่อนที่ดีของเราทุกคน  ฉันเสียใจที่จะต้องพูดอีกว่า  อีแรนตายเพราะพวกฉันทำป่าเถื่อน  และเรื่องที่ฉันต่อยเธอนั้น  ฉันขอให้เธอลืมเสียด้วย  พ่อของฉันไม่ได้ตายเพราะความผิดของเธอ  และเพื่อแสดงว่า พวกเรานักเรียนอาหรับทั้งหลายมีความคิดเหมือนฉัน  เราจึงได้เรี่ยไรเงินมาสมทบกับพวกคาทอลิกของเธอ...”

                    โมริสน้ำตาไหลจับมือมาโฮเมดบีบแน่น  แข็งใจพูดออกมาว่า “เธอพูดถูก,   อีแรนเป็นเพื่อนที่ดีของเราทุกคน   ความตายของอีแรนคงจะไม่ไร้ประโยชน์   ฉันเชื่อว่าอาจเป็นทางนำสันติภาพมาสู่ประเทศของเราเป็นแน่” 


จากหนังสือ "วิรธรรม"  ฉบับที่ ๒๐  ( ๒๐  กรกฎาคม  ๒๕๐๐)