ลอบโดยสารเครื่องบิน

เสียงระฆังยังไม่สิ้นสุด  มิตรสหายก็พากันเข้าไปนั่งในโบสถ์เพื่อร่วมพิธีสมรสหนุ่มสาวคู่หนึ่ง  เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็พากันออกจากโบสถ์  เจ้าสาวสดชื่นเหมือนกุหลาบภายในชุดวิวาห์สีขาว  เจ้าบ่าวขาวแต่ฟัน ภายในดวงหน้าอันดำหัวเราะให้แก่มิตรสหายทุกคน  เจ้าบ่าวไม่ใช่คนผิวขาว  บ้านเกิดของเขาอยู่ห่างไกลจากเมืองนี้มาก  เมืองนี้คือเมืองหนึ่งของออสเตรเลีย  เขาเข้ามาอยู่ได้อย่างพิสดารจนถึงวันที่เขามาถึงหน้าประตูโบสถ์ของเมืองนี้  เราจะเล่าเรื่องของเขาโดยไม่เปลี่ยนข้อความแม้แต่น้อย  และเรื่องนี้ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ออสเตรเลียแล้ว

อ๋า ! นี่แน่ ! ... ทำอะไรไม่ระวังเสียบ้างเลย !”  เจ้าเด็กคนใช้ตัวจิ๋วซึ่งถุกพ่อครัวประจำสนามบินเตะ เพราะทำจานแตกรีบหลบไปทันทีโดยไม่พูดโต้ตอบ   เขารู้มานานแล้วว่าการแก้ตัวหรือน้ำตาช่วยอะไรเขาไม่ได้   และพ่อครัวคนนี้เป็นคนดุร้าย   เขาไม่มีบิดามารดาที่จะคุ้มครอง  สงครามได้เกิดขึ้นในเกาะตีมอร์  ทำให้เขาพลัดพรากจากบิดามารดา  ไม่ทราบจะเป็นตายร้ายดี  เขาได้อาศัยในฐานะเด็กรับใช้อยู่ในโรงครัวประจำสนามบิน  มีความสุขที่ได้กินอิ่มและมีค่าจ้างบ้างเล็กน้อย  ซึ่งเขาประหยัดไว้อย่างหวงแหน  เพราะเขามีความฝันอันยิ่งใหญ่

เพื่อจะสำเร็จความฝัน  เด็กน้อยผู้นี้จะต้องมีเงินพอสมควร  เมื่อเสร็จงาน เขาก็ไปนั่งอยู่ข้างสนามบิน  มองดูการขึ้นลงของนกเหล็กทุกวัน  และคำนวณทรัพย์ของตนซ้ำแล้วซ้ำอีก  เขาจะต้องทำงานอีกหลายปี  ไม่รู้ว่าจะถูกเตะอีกสักกี่ครั้ง  ไม่รู้ว่าจะถูกด่า  ถูกสับโขกอย่างผิด ๆ ถูก ๆ อีกเท่าใด....

ไม่ได้การ  ขืนใช้วิธีนี้  กว่าจะไปอยู่ออสเตรเลียได้ก็เห็นจะต้องผมขาวแน่ !    

เขาคิดถึงออสเตรเลียอยู่จนมืดค่ำ  สนามบินเปิดไฟสว่างไสว  เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งพวกทหารออสเตรเลียไปที่เกาะตีมอร์   ทหารผิวขาวพวกนี้ชอบเล่นกับเด็กชาวบ้าน  และดูเหมือนว่าในกระเป๋าของทหารนั้นมีขนมอย่างควักไม่หมดเช่น  ชอกโกเล็ต ชิววิ่งกัม เป็นต้น  ใครจะขึ้นรถบรรทุกไปเที่ยวกับทหารก็ได้  เพียงแต่ให้รู้ท่า ไปยืนข้างถนน  พอเห็นรถมาก็วิ่งตามยื่นมือไปด้วย  แล้วทหารก็จะยื่นมืออันใหญ่โตเต็มไปด้วยขนคว้าข้อมือน้อย ๆ ของเขา ดึงลอยขึ้นไปบนรถ  กระดูกแขนแทบจะคลาดเคลื่อน...  แต่เขาก็ได้นั่งข้างใน  พวกยักษ์ก็เอาชอกโกเล็ตมายัดให้เต็มกำมือ  และบางครั้งก็ยังให้เขาพูดภาษาอังกฤษเสียอีก  ซึ่งทำให้เขารู้สึกลำบากในเมื่อยังไม่ได้กินอะไร  แต่เมื่อปากเต็มแล้วจึงค่อยสบาย   นับตั้งแต่ครั้งนั้น  บาสวีก็ใฝ่ฝันที่จะไปอยู่ออสเตรเลียตลอดมา  และพยายามออมเงินให้พอกับค่าโดยสารเครื่องบินซึ่งจะมาทอดระยะที่ตีมอร์เพื่อนจะบินต่อไปยังออสเตรเลีย"  เราจะเก็บเงินอีกสักกี่ปีจึงจะพอค่าโดยสาร.... บาสรำพึงด้วยความเศร้าใจทุกครั้งที่เห็นเครื่องบินที่ร่อนลงสนาม..

ทันใดบาสก็ลุกขึ้นพุ่งตัวออกไปเหมือนลูกกระต่าย  จิตใจเต็มไปด้วยความฝันจนลืมจานที่จะต้องล้างค่ำวันนั้น  ซึ่งยังผลให้ถูกเตะอีกครั้งหนึ่ง  ม้นจะต้องมีวันสิ้นสุด...  ครั้งนี้ไม่ใช่ความผิด....  ช่างมันเถอะ !   ถ้าเขาตีเรา ๆ ก็ล้างมันตอนดึก ๆ นั่นแหละ  เราจะต้องหาวิธีแก้ไข ! … วันนี้เขาว่าเครื่องบินทหารฮอลันดาที่จะไปออสเตรเลียจะมาพักค้างคืนที่นี่ 

ขณะนั้นเป็นเวลาตีหนึ่ง บาสถูกพ่อครัวตีอีกครั้งหนึ่งแล้ว... พวกช่างกำลังเติมน้ำมันให้แก่เครื่องบินทหารสองเครื่องไม่ได้สังเกตตัวอะไรดำ ๆ ที่เลื้อยมาตามหญ้าในสนามบิน  และไอ้ตัวนั้นหลบเข้าไปแฝงอยู่ในเงาอันใหญ่โตของเครื่องบิน  พวกช่างเติมน้ำมันแล้วก็เช็ดถูทำความสะอาด  ทำไปคุยกันไปอย่างสนุกสนานไม่เคยระแวง  ไอ้ตัวดำ ๆ กระโดดแผล็วขึ้นไปบนกระไดเลื่อนของพวกช่าง  คล่องแคล่วเหมือนแมวปีนต้นไม้  ไอ้ตัวดำ ๆ นี้คือบาสเด็กน้อยนั่นเอง  ขณะนี้เขานอนพังพาบอยู่กับปีกเครื่องบิน  พวกช่างทำงานเสร็จแล้วก็กลับไป

บาสคลานเข้าไปที่ตัวเครื่องบิน   มองเข้าไปข้างใน  ไม่มีใครอยู่เลย  เขาใจเต้นด้วยความดีใจ  ขยับเข้าไปที่ประตูห้องโดยสาร  แต่ประตูถูกล็อกไว้แล้ว  ยังมีประตูท้ายอีกหนึ่งประตู  บาสกระโดดลงมาเลื่อนกระไดเข้าไปชิดประตูนั้น.... หมดหวัง !  วันนี้เขาไปไม่ได้  ประตูถูกล็อกทั้งหมด  ... ทุกสิ่งอยู่ในความเงียบ   บาสหมดกำลังใจไต่ลงมาจากเครื่องบิน  คิดจะไปนอน  แล้วค่อยหาโอกาสใหม่  บาสเดินหลบเข้าไปใต้ท้องเครื่องบิน  จะกลับไปนอนอยู่แล้ว  แต่เขาก็หยุดพิจารณาดูล้ออันใหญ่โต  ดูเครื่องเคราของมันยุ่งยากมาก  เขาแหงนหน้าขึ้นไปโดยบังเอิญ  ทันใดหัวใจของเขาก็เต้นแรงอีก  ครั้งนี้สำเร็จแน่ !  เขาได้วิธีแล้ว !  ท้องเครื่องบินมีช่องอยู่สองช่องสำหรับเก็บลูกล้อเมื่อเครื่องบินขึ้นฟ้าแล้ว   ช่องนี้ใหญ่มากเมื่อเทียบกับตัวของเขา  และในช่องก็มีตารางเหล็กพอจะยึดเป็นที่อาศัยได้  ไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางเขาแล้ว  เขาไต่ขึ้นไปบนลูกล้อ   โหนคานเหล็กเข้าไปหาที่อยู่ให้สบายในช่องนั้น  แต่มันไม่ใช่ที่อยู่ของคน เขาจะหาความสุขได้อย่างไร ? คนที่ไม่มีค่าโดยสารก็ต้องอย่างนี้แหละ !...  เวลานักบินยกล้อขี้น  ลูกล้อก็จะต้องเข้ามาอยู่ที่นี่...  ดีแล้ว !  เขาก็จะย้ายไปนอนบนลูกล้อจนกระทั่งถึง....ออสเตรเลีย !

เสียงคน   เสียงหัวเราะดังเข้ามาใกล้...  ชะตาของบาสเป็นไปแล้ว  เขาไม่มีทางเลือก  นอกจาก...แต่นักบินจะมีเหตุผลอะไรที่จะมาตรวจใต้ท้องเครื่องบิน   หัวใจของบาสยังคงเต้นแรงในขณะที่เครื่องบินเริ่มสตาร์ต  แสงสว่างลอดออกมาเห็นพื้นดิน  ครั้นแล้วเครื่องบินเคลื่อนที่ยิ่งทียิ่งเร็วเพราะมันจะบิน   ตอนนี้เองบาสรู้สึกว่าท่อทางขวาร้อนจัด  เมื่อเอามือไปถูกก็ต้องสะดุ้ง   เขาตกใจกลัวท่อนี้มาก เพราะมันกำลังจะเป็นไฟ  และยิ่งตกใจหนักขึ้นเมื่อรู้ตัวว่ามาอยู่กับท่อไอเสีย...  เขาจะกลายเป็นหมูย่างก่อนถึงออสเตรเลีย...  การกลับใจในขณะนี้ช้าไปแล้ว

เครื่องบินเผ่นขึ้นอากาศแล้วก็ลงดินแล้วก็บินไปเลย  ระวัง ลูกล้อกำลังจะขึ้นมาแล้ว   บาสมองดูครู่หนึ่ง  เขามองไม่เห็นเพราะเวลานี้แสงไฟที่สนามบินอยู่ห่างมาก  เขาไม่รู้ว่าเวลานี้ลูกล้อขึ้นมาแล้วหรือยัง  เขาไม่กล้าขยับตัว  แต่เมื่อลูกล้อขึ้นมาจริง ๆ ก็มองเห็น  มันเบียดที่เข้ามาแล้ว   บาสตกใจร้องด้วยความกลัว  เขากำลังถูกเครื่องจักรไล่ที่ ถ้าเขาเห็นความตายอย่างนี้มาก่อน  บัดนี้เขาก็อยู่ในที่นอนของเขาแล้ว  ลูกล้อที่ขึ้นมานั้นดูมันใหญ่โตพิลึก  มันเล็งมาหาเขา  มันตั้งใจจะบี้  บาสพึ่งรู้สึกว่าไอ้ลูกล้ออันน่ากลัวนี้ไม่ได้เคลื่อนเข้ามาเฉย ๆ มันยังหมุนติ้วเพิ่มอาการน่ากลัวขึ้นอีก  ลูกล้อยังคงหมุนด้วยความแรงเนื่องจากมันพึ่งสีแผ่นดินขึ้นมา  บาสตกใจสุดขีด  หลับตาหลบไปติดฝาซึ่งเป็นของทางท่อไอเสีย  เขาผงะทันที  เวลานี้เองลูกล้อก็บดไหล่ของเขา เนื้อหลุดกระดูกล่อนทันที   ความเจ็บสาหัสนี้ไม่ได้ทำให้บาสร้องเลยสักคำเดียว  เพราะเขาสลบไปแล้ว  และบานประตูช่องก็ปิดพอดี

ณ สนามบินออสเตรเลีย  นายช่างตรวจล้อเครื่องบินหยุดชงัก มองสีที่ติดมือ  มันไม่ใช่น้ำมัน  มันแดงเหมือนเลือด...  นายช่างแหงนหน้าอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง  เพราะเห็นคนนอนอยู่ในช่องลูกล้อ   เขาร้องสองสามคำ  “My god!....  My god…!”  ก่อนที่จะร้องเรียกพวก

ครั้นแล้วพวกนายช่างผู้ใช้ความบรรจงเหมือนแม่  ก็ค่อย ๆ ปลดร่างเล็ก ๆ อันโซมไปด้วยเลือดออกจากตารางเหล็ก   เนื้อที่ไหล่หลุดเหมือนสัตว์ร้ายเอาไปกิน  นายแพทย์พร้อมด้วยรถพยาบาลรีบมาจับชีพจรโดยเร็ว  สั่นศีรษะแล้วพูดว่า  เด็กนี้อึดจริง.... ประหลาดแท้ ๆ เลือดออกมามากทำไมไม่ตาย  ท่อไอเสียก็เผาตัวไหม้ไปครึ่งซีก  อีกครึ่งซีกก็ถูกความหนาวเมื่อเครื่องบินขึ้นสูง เท่านี้ก็ตายแล้ว  และยังหายใจกลิ่นน้ำมันไหม้เข้าไปอีก  เป็นผู้โดยสารลักลอบก็ควรต้องช่วยชีวิต....  กล้าหาญเหลือเกิน ...  เครื่องบินลำนี้มาจากไหน ? ....

มาจากตีมอร์  สถานีสุดท้าย...  บินสามชั่วโมง  คนหนึ่งตอบ

สามชั่วโมงอยู่อย่างนี้ !....   อ้อ ! แต่เด็กคนนี้สลบมาตลอดทางแล้ว

บาสรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไม่นานก็หายป่วย  แต่กฎหมายควบคุมคนเข้าเมืองออสเตรเลียเคร่งครัดมาก  บาสทำท่าจะถูกส่งไปตีมอร์  แต่เมื่อข่าวกระจายไปทั่ว  ทางการก็ได้รับจดหมายหลายฉบับ  ขอให้ยกเว้นเพราะเห็นแก่ความกล้าหาญของเด็ก ซึ่งไม่ได้ประสงค์จะมาเที่ยวเท่านั้น  แต่มาเพื่ออยากอยู่ในออสเตรเลีย  ฝ่ายรัฐบาลซึ่งไม่ต้องการจะฝ่าฝืนกฎหมายก็หาวิธีช่วย คือไม่แปลงชาติให้เป็นชาวออสเตรเลีย  แต่ให้อยู่ได้โดยการต่ออายุใบต่างด้าวปีละครั้ง  มีข้าราชการผู้ใหญ่คนหนึ่งรับบาสไปเลี้ยงเป็นบุตรเลี้ยงและหางานให้ทำ  จนเมื่อเร็ว ๆ นี้บาสได้แต่งงาน  และได้รับของขวัญซึ่งหายากเป็นที่สุด  คือจดหมายของรัฐบาล มีมาบอกว่า เรามีความภูมิใจที่จะให้ท่านเป็นชาติออสเตรเลีย


จากหนังสือ"วีรธรรม" ฉบับที่ ๙๘  วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๐๒