ฟอร์ตเบนตอนเป็นตำบลเล็ก ๆ อยู่ในแคว้นมอนตาน่า  สหรัฐอเมริกา  วันหนึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๖  รถคันหนึ่งบรรทุกศพคนเลี้ยงแกะชราแล่นมาหยุดที่สถานีรถไฟ  มีสุนัขตัวเดียวเท่านั้นที่วิ่งตามรถศพ  เป็นสุนัขเลี้ยงแกะตัวใหญ่ขนรุงรัง  เมื่อคนเอาศพขึ้นรถไฟ  สุนัขตัวนั้นก็ครวญครางอย่างน่าสงสาร และพยายามจะตะกายขึ้นรถไฟไปด้วย

                    “เสียใจ,  ไอ้เพื่อนยาก”  พนักงานรถไฟพูด   “คราวนี้เอ็งตามไปไม่ได้แล้ว”

                   เมื่อรถไฟออกจากสถานี  สุนัขก็มองตามไปด้วยอาการเศร้า  ในที่สุดก็นอนลงที่ข้างทางรถไฟ  นอนตลอดคืน  คอยให้นายของมันกลับมา   มันคอยอยู่เช่นนั้นถึง ๕ ปี  จนถึงวันที่มันตาย  และความตายของมันทำให้คนซาบซึ้งมาก

                ตอนต้น ๆ สุนัขคอยเป็นปกติ  ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะร้อน  พอรถไฟมาจอด  จะเป็นคันไหนก็ตาม  มันจะต้องวิ่งไปดูหน้าคนโดยสารที่ลงจากรถ  เข้าไปดมห่อของผู้โดยสาร  เหมือนจะถามทุกคนที่ผ่านไป  แล้วก็หยุดยืนนิ่งด้วยความผิดหวัง  จ้องมองรถไฟจนกระทั่งรถแล่นลับตาไป  มันคงคิดว่าสักวันหนึ่งนายของมันจะกลับมาเป็นแน่

                ในไม่ช้าเจ้าพนักงานรถไฟก็รู้จักชื่อของสุนัขตัวนี้  มันชื่อ"แช็ป"  แต่แช็ปไม่ติดใครทั้งหมด  เพราะมันไม่ลืมนายของมัน  นายสถานีรถไฟชื่อโทนี่  เชนซ์  เอาอาหารให้มันกิน  แต่มันก็กินในเวลากลางคืนเท่านั้น  เชนซ์ใจดีก็จัดที่นอนให้มัน  และทุกวันมันต้องวิ่งไปกินน้ำที่แม่น้ำเป็นระยะ ๑,๒๐๐ เมตร

                  ในฤดูที่อากาศร้าย สุนัขก็ทนไม่ใคร่ได้  เช่นหนาวจัดหรือฝนตกหนักตลอดคืน  หัวหน้าพนักงานรถไฟ  แพ็ค  แม็กสวินนีเห็นแช็ปนอนอยู่หน้าประตูก็สงสาร  และได้ลูบคลำมันเป็นเวลานาน มันจึงเข้าบ้าน   เมื่ออากาศหนาวจัด แพ็คก็ทำที่นอนให้มันอย่างดี

                  แช็ปไม่มีจุดประสงค์อย่างอื่น  นอกจากคอยนายของมันเท่านั้น  และเวลานี้มันก็แก่มาก  ไม่มีแรงวิ่งไปตามรางรถไฟ  แต่มันก็ยังค่อย ๆ เดิน  และตาของมันก็เห็นไม่ไกล   หูก็ไม่ใคร่ได้ยิน  วันที่หนาวจัดมันเดินเขยกไปดูรถไฟ

                  วันที่ ๑๒ มกราคม ค.ศ. ๑๙๔๒  แช็ปไปอยู่ในรางรถไฟ  มันไปคอยเที่ยว ๑๐.๐๗ น.   ครั้นรถไฟแล่นมา  คนขับคิดว่ามันคงจะหลบ  มันก็หลบเหมือนกันแต่ไม่ทัน  การคอยนายของมันก็จบลงเพียงเท่านี้  พนักงานรถไฟก็เลือกที่สำหรับฝังศพแช็ป  คือบนยอดผาข้าง ๆ สถานีนั่นเอง โทนี่  เชนซ์  เป็นผู้ทำโลง  พวกลูกเสือรับอาสาเอาไปฝัง

                  แต่เรื่องของแช็ปยังไม่หมด  เมื่อฝังศพแล้ว ชาวบ้านพอร์ตเบนตอนก็สร้างอนุสาวรีย์ไว้บนยอดผา  เอาหินสีขาวมาลำดับเป็นชื่อของแช็ป และหล่อด้วยซีเมนต์   พวกพนักงานรถไฟสร้างไฟฉายไว้ดวงหนึ่งสำหรับให้แสงสว่างในเวลากลางคืน   เมื่อรถไฟแล่นผ่านมาทางนั้น  การ์ดรถและคนยกของก็จะเล่าเรื่องอันน่าจับใจนี้ให้คนเดินทางฟังตลอดไม่รู้จักจบ

                  ต่อมา ชิลด์ หัวหน้าคนรถไฟก็เขียนเรื่องของแช็ปพิมพ์เป็นเล่มเล็ก ๆ  ให้เจ้าพนักงานรถขายให้แก่คนเดินทาง  ภายในไม่ช้าก็ได้เงินจำนวน ๒๐๐ ดอลล่าร์  ชิลด์ก็เอาเงินนี้ไปให้แก่โรงเรียนคนใบ้บอดที่มอนตาน่า  เวลานั้นเป็นเทศกาลคริสตมาส  และนักเรียน ๑๐๐ คนก็ได้รับของขวัญภายในนามของแช็ป

                ต่อมาแช็ปได้ชื่อเป็นซันตาครอส  เป็นผู้นำของขวัญไปแจกให้แก่เด็กใบ้บอด  มีตุ๊กตา  เครื่องเล่น และขนมต่าง ๆ  เด็กใบ้บอดยังได้เล่นสเก๊ตในบึงหลังโรงเรียน  เมื่อหน้าหนาวอีกด้วย   เรื่องของแช็ปก็เล่าลือกันต่อ ๆ ไป ทำให้โรงเรียนใบ้บอดได้เงินสดประมาณ ๕๐,๐๐๐ ดอลล่าร์  และยังมีผู้ลงชื่อทำบุญอีกมากมาย  เรียกกันว่า “ทุนแช็ป”   ในโรงเรียนก็รุ่งเรืองเป็นอันมาก  มีโรงพยาบาลของตนเอง  มีที่พักผ่อน  มีที่ไปตากอากาศเวลาหยุดเรียนได้ และมีนักเรียนหลายคนที่มีความสามารถได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย 

                   ทั้งนี้เกิดจากความซื่อสัตย์ของสุนัขตัวนั้นเอง 


จากหนังสือวีรธรรม ฉบับที่ ๑๙๑  วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔