นายแพทย์ใจพระ ทอม ดูลี่ย์
คนเรามักจะหาความสุขสำราญอันไม่มีคุณแก่ตัวเอง ไม่มีคุณแก่ประเทศชาติและเพื่อนมนุษย์ใด ๆ เลย ค.ศ. ๑๙๖๐ ได้เกิดตัวอย่างของความกล้าหาญเป็นประวัติชีวิตที่สอนให้เรารู้ว่า ความสุขสบายที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ในการเสาะแสวงหาความสะดวกสบายให้แก่ตนเอง แต่อยู่ที่การนำความสุขของตนให้แก่ผู้อื่น"

ดอกเตอร์ดูลี่ย์ คือนายแพทย์นักบุญที่อยู่ในป่า บัดนี้ได้สิ้นชีพไปแล้ว ขณะที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเมโมเรียลนิวยอร์ค เมื่อวันพุธที่ ๑๘ มกราคม นับอายุได้ ๓๔ ปี ได้รับ ศีลสุดท้าย จากจารีตคาโทลิก ๑๐ นาทีก่อนสิ้นใจ
หมอดูลี่ย์เข้าโรงพยาบาลเดือนธันวาคม เนื่องจากโรคมะเร็งกำเริบ หลังจากได้รับการผ่าตัดมาแล้ว เมื่อ ค.ศ. ๑๙๕๙
คนผู้นี้เกิดที่เมืองเซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๑๙๒๗ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอเตรอดาม, จากมหาวิทยาลัยซอร์บอน (ปารีส) และมหาวิทยาลัยแพทย์ที่เซนต์หลุยส์ แล้วก็รับราชการอยู่ในกองทัพเรือ (ค.ศ. ๑๙๕๓) เป็นหมอทหารอยู่ในค่ายเพนเดิลตัน รัฐคาลิฟอร์เนีย และได้ตามเรือไปทั่วโลก
ค.ศ. ๑๙๕๔ เมื่อสงครามอินโดจีนสงบแล้ว เรือที่หมอดูลี่ย์ประจำก็ทำหน้าที่อพยพผู้หนีภัยจากเวียตนามเหนือ หมอดูลี่ย์เห็นคนเหล่านั้นมีความทุกข์ยากสาหัส ก็มีความสงสาร ตัดสินใจสมัครเข้าทำการช่วยเหลือ
เมื่อได้อยู่กับผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น เขาก็เขียนหนังสือขายได้ดีอย่างเทน้ำ หนังสือเล่มนี้คือ Deliver us from evil และได้รับตรา The U.S. legion of merit เป็นคนหนุ่มที่สุดที่ได้รับเกียรติเช่นนี้ ต่อมาได้รับตรา National order of Vietnam อันเป็นอิสริยาภรณ์สูงสุดของเวียตนามอีกด้วย
เมื่อหมอดูลี่ย์ลาออกจากราชการเด็ดขาดแล้ว (ค.ศ. ๑๙๕๖) ก็เอาเงินที่ขายหนังสือได้ รวมทั้งเวลภัณฑ์ซึ่งบริษัทขายยาบริจาคให้พร้อมด้วยเพื่อนทหารเรือเก่าสามคนช่วยกันสร้างโรงพยาบาลเล็ก ๆ ขึ้นแห่งหนึ่งที่ตำบลนำทาประเทศลาว ค.ศ. ๑๙๕๗ เขากลับไปอเมริกาเพื่อหาเงิน ที่วอชิงตันมีนายแพทย์ปีเตอร์ คอมมันดูราสช่วยเหลือ หมอดูลี่ย์สร้างองค์การแพทย์สากล Medico ขึ้นอีก และได้รวบรวมทุนจากการขายหนังสือ best seller อีกเล่มหนึ่งชื่อ The Edge of to-morrow และได้ไปบอกบุญตามสถานที่ต่าง ๆ
เมื่อได้เงินเป็นอันมากแล้ว หมดดูลี่ย์ก็กลับไปประเทศลาว สร้างโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง และตั้งใจจะเป็นผู้ควบคุมเอง ที่ตำบลเมืองซิง ไกลออกไปถึงพรมแดนจีน โรงพยาบาลนี้ใช้เสื่อแทนเตียง หมดดูลี่ย์ทำการรักษาคนไข้วันละ ๑๐๐ คน และวางโครงการสร้างโรงพยาบาลอื่น ๆ อีก และได้กลับไปอเมริกาหลายครั้ง เพื่อไปพูดและออกโทรทัศน์หาเงินไปบำรุง medico
เดือนสิงหาคม ๑๙๕๙ เกิดโรคมะเร็งภายใน เมื่อทำการผ่าตัดหายแล้ว หมอดูลี่ย์ก็ออกมาพูดหาเงินอีก คราวนี้ได้เงิน ๑๐,๐๐๐ ดอลล่าร์ จากบริษัทประกันชีวิต และเอาเงินไปให้ medico สร้างโรงพยาบาลที่เคนยา (อาฟริกา)
ก่อนจะกลับไปประเทศลาว เขาได้ทำการเลี้ยงส่ง งานนี้ได้เงินซื้อเครื่องบินลำหนึ่ง ซึ่งเป็นของจำเป็นในการควบคุมการก่อสร้างโรงพยาบาลอีกสองแห่งในประเทศลาว และใช้ในการไปตรวจตราโรงพยาบาลทั่ว ๆ ไปอีกด้วย แต่ขณะนี้เขารู้ตัวว่า ชีวิตจะอยู่ไม่ยืดยาวแล้ว การตรากตรำและโรคภัยทำให้ร่างกายของเขาซุดโซม เขากล่าวว่า ร่างกายของข้าพเจ้าเหมือนกับคนอายุ ๖๕
แต่เมื่อได้ทำงานมาสองเดือนแล้ว เขาว่าน้ำหนักตัวเขาเพิ่มขึ้น ๓ กิโล เดือนพฤษภาคม ๑๙๖๐ เขากลับไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเมโมเรียลอีก ปรากฏว่าสุขภาพเรียบร้อย เขาจึงเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง The night they burnt the mountain ขายดีเช่นเคย
เดือนมิถุนายน หมอดูลี่ย์ได้รับ Honorary Degree (ประกาศนียบัตรเกียรติยศ) จากมหาวิทยาลัยนอเตรอดาม ผู้คนปรบมือให้อย่างยืดยาวอย่างที่ไม่มีใครเหมือน นอกจากไอเซนเฮาวคนเดียวเท่านั้น และในโอกาศนั้นประธานาธิบดีก็ยกย่องหมอดูลี่ย์ว่า น้อยคนที่จะกล้าหาญเช่นนี้, ที่จะลืมตัวเองเช่นนี้, ที่จะมีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าเช่นนี้
เมื่อกลับไปประเทศลาว หมอดูลี่ย์ก็ทำงานต่อไป เดือนสิงหาคมไปที่กัวลาลัมปูร์ เพื่อขอให้รัฐบาลยอมรับเวชภัณฑ์และคนของ medico แล้วมากรุงเทพ ฯ ในเดือนกันยายนไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะส่งเวชภัณฑ์น้ำหนัก ๑๖ ตันไปประเทศลาวได้ เพราะเวลานั้นการเมืองไม่เป็นปกติ แต่ได้อาศัยความเห็นใจของท่านนายกรัฐมนตรีสฤษดิ์ ช่วยให้สิ่งจำเป็นเหล่านั้นได้ขึ้นรถไฟ ขึ้นเครื่องบิน ใส่เกวียน ลงเรือไปสู่ประเทศป่าดงได้
เดือนตุลาคมหมอดูลี่ย์ไปตรวจสุขภาพอีกครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาลเมโมเรียล ไม่ปรากฏว่าโรคกำเริบ เดือนพฤศจิกายน เขาก็ฮ่องกงเพื่อแก้ปัญหาในการสร้างโรงพยาบาลที่นั่น แต่แล้วก็หมดกำลัง ต้องเข้าโรงพยาบาล น้ำหนักตัวลดลงไป ๗ กิโล ภายในหนึ่งเดือน
ครั้นไปฉายเอ๊กซเรย์ ปรากฏว่าโรคมะเร็งกินถึงกระดูกสันหลังแล้ว ต้องเข้าเฝือกตั้งแต่ไหล่ถึงตะโพก แต่ยังให้คำปฏิญาณะทำงานต่อไป ถ้าเสื้อเฝือกช่วยให้เขาลุกขึ้นได้ เขากล่าวว่า ข้าพเจ้าจะไม่เลิกล้มกิจการ, ข้าพเจ้าจะทำโรงพยาบาลของข้าพเจ้าต่อไป จนกว่ากระดูก, เลือดเนื้อ, หัวใจของข้าพเจ้าแตกดับไป
ความตายของเขาไม่ได้ผัดผ่อนให้ต่อไปแล้ว แต่จิตใจของเขาจะอยู่ชั่วกัลปาวสานต์ เป็นที่ชื่นชมของพระผู้เป็นเจ้าของตน และของเพื่อนมนุษย์
จาก วีรธรรม ฉบับที่ ๑๙๒ (สะกดตามต้นฉบับ)