
แบร็ดดี้อยู่บนคบไม้เอามือทั้งสองโอบกิ่งไว้อย่างมั่นคงเพื่อเปลี่ยนอริยาบท เพราะขาทั้งสองข้างชาไปหมดแล้ว เขาลองยืดเส้นสายเพื่อให้เลือดเดิน กล้ามเนื้ออันชอกช้ำทำให้เขาหน้านิ่ว เป็นเวลา ๖ ชั่วโมงแล้วที่เขาเกาะอยู่บนต้นไม้ภายใต้ดวงตะวันแห่งทวีปอาฟริกา
คนเรามีชนิดต่าง ๆ กัน บางคนชอบผจญภัย ยิ่งลำบาก ยิ่งอันตราย ก็ยิ่งชอบ เป็นความสำราญของเขาเท่ากับคนที่ชอบหาเงาไม้ลับ ๆ เพื่อจะได้นอนหรือนั่งคุยกัน บางคนก็ชอบปีนภูเขา ชอบลงเรือข้ามทะเลมหาสมุทรไปคนเดียว บ้างก็อยากจะเก่งกาจในงานอาชีพ เช่น เป็นกรรมกรที่เข้มแข็ง เป็นหมอที่มีชื่อเสียง ฯลฯ
ส่วนแบร็ดดี้เป็นพรานล่าสัตว์ใหญ่ เคยดักสัตว์ใหญ่ ๆ มาแล้วมากมายหลายอย่างทั้งที่ดุและไม่ดุ สัตว์ที่ดักได้เขาส่งไปที่สวนสัตว์ในยุโรปและอเมริกา การดักสัตว์ทำให้เขามีความสำราญมากไม่พอ เพราะอันตรายไม่ใคร่จริงจังแม้จะได้เงินมาก เพราะฉะนั้นนาน ๆ ครั้ง เขาจึงไปล่าสัตว์ เลือกเอาเฉพาะที่ดุร้ายและฉลาดมีเล่ห์เหลี่ยมที่สุดเพื่อเอาชนะมันได้โดยไม่ต้องมีตาข่าย นอกจากปืนกระบอกเดียวเท่านั้น เขาไม่เคยแพ้ แต่คราวนี้เขาต้องพ่ายกลับมา
แบร็ดดี้มองดูตัวเอง เสื้อกางเกงสีกากีของเขาฉีกขาดเปรอะไปด้วยเลือด นับเป็นครั้งที่ร้อยแล้วที่เขายกมือขึ้นป้องแสงแดดอันร้อนแรงมองดูไปตามทิวไม้รอบ ๆ ตัว เขาอยากจะรู้ว่ามีสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง จะมีช่องทางเอาตัวรอดได้หรือไม่
ทุกสิ่งไม่เปลี่ยนแปลง หญ้าคงเหลืองแห้งอยู่ในสภาพเดิม จอมปลวกก็ยังอยู่ดี ๆ ไกลออกไปหน่อยมีเนินหินดูเหมือนเต้นได้ด้วยไอของดวงตะวันอันร้อนแรง ทางชายป่าอีกข้างหนึ่ง เขามองเห็นร่างอันดำมืดของเนามีผู้นำทางนอนแนบอยู่บนคบไม้ ศีรษะพาดอยู่กับกิ่งซึ่งแขนทั้งสองโอบไว้ ๖ ชั่วโมงสำหรับนักจับสัตว์อันเรืองนามผู้บาดเจ็บดูเหมือนนานเท่า ๖ ปี.... เขามองลงไปที่โคนไม้เห็นสิ่งหนึ่งเป็นประกายคล้ายแก้วอยู่กลางแดด: นั่นคือหอกหักของคนนำทาง
แบร็ดดี้หันไปมองทางขวาอีก ในพุ่มไม้ควายป่าตัวหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่เดียว มันไม่ได้เคลื่อนไหวมาสามสี่ชั่วโมงแล้ว บางคราวมันขยับขากางออกไป บางคราวมีน้ำลายเป็นฟองมีสีแดง ๆ ปนเลือดย้อยจากปากลงไปกองอยู่ที่หญ้า หอกด้ามหักเล่มที่สองของเนามียังปักติดอยู่บนไหล่ของมัน โคลนที่ปิดบาดแผลที่ท้องของมันบัดนี้แห้งเป็นสะเก็ด แบร็ดดี้ได้ยิงควายตัวนี้สองนัดเมื่อหกชั่วโมงแล้ว เมื่อเวลายิงนั้นเขาเชื่อว่ามันจะอยู่ได้ไม่ถึงสองชั่วโมง มันจะต้องตายเพราะเลือดออกมาก แต่บัดนี้เขาสงสัยเสียแล้วว่าเขากับความใครจะตายก่อนกัน ระยะควายกับแบร็ดดี้ห่างกันเกินกว่าที่จะมองเห็นลูกตาของมันได้ชัด แต่เขาก็ทายได้ว่านัยน์ตาของมันคงเป็นประกายด้วยความพยาบาท และจดจ้องอยู่กับผู้ซึ่งทำให้ท้องของมันเป็นบาดแผลเจ็บปวดโดยมันไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถ้าคนใดคนหนึ่งในสองนี้ลงมาเหยียบดินเมื่อไร เมื่อนั้นมันจะขยี้ให้ละเอียดไปภายในพริบตาเดียวด้วยเท้าทั้งสี่อย่างแน่นอน
ก่อนที่เขาจะอยู่ในสภาพนี้ วันนั้นเวลาเช้าตรู่ ตะวันเพิ่งโผล่ แบร็ดดี้กับเนามีหุงต้มอาหาร ณ ค่ายที่พักเสร็จก็ลงมือกิน เนามีนั่งหันหลังให้นายเพราะธรรมเนียมของเขาดูคนกินอาหารเป็นการเสียมรรยาทมาก แบร็ดดี้กินแล้วก็เขี่ยก้อนถ่านออกมาจุดบุหรี่ แล้วลุกขึ้นคว้าปืนกระบอกหนัก “แอ๊กสแปรส” นัดเดียว ร้องบอกเนามีว่า: “ออกเดิน” เนามีลุกขึ้นเดินตามหลังแบกหอกซัดสองเล่ม โล่ห์เหล็กพาดไหล่สำหรับป้องกันตัวเมื่อมีการต่อสู้อย่างกระชั้นชิดและยังสะพายถุงเสบียงอีกด้วย
คนทั้งสองบุกเข้าไปในพงอ้อหลายกิโลเมตร ทั้งนายหนังขาวและนายหนังดำเป็นคนเจนป่าอย่างที่สุด ไม่มีสิ่งใดจะลอดพ้นสายตาของเขาไปได้ แต่ฝรั่งเหนื่อยเร็วกว่าแขกเพราะทุก ๆ ฝีก้าวเขาต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง ส่วนนายยักษ์ดำนั้นเดินเหยาะย่างอย่างสบายใจเงียบกริบเหมือนแมวออกหาหนูเพราะเขาเป็นชาวป่ามาตั้งแต่ปู่ย่า เนามีชอบนายคนใหม่คนนี้มาก แม้จะรู้จักกันมาไม่นานนัก เนามีรู้ว่านายของเขาเป็นคนกล้าหาญและทรหดอดทน นายของเขาไม่เคยแสดงกิริยาเหยียดผู้ช่วย ถ้าเขาทำดีนายก็เข้าใจชมเชย รู้จักให้บุหรี่เขาเสมอ เนามีเป็นพรานที่ชอบล่าควายป่ามากที่สุด ขณะที่บุกพงไปนั้นเขาคิดวาดภาพอันน่าตื่นเต้นขึ้นในใจว่าเขาได้พบควายตัวใหญ่แล้วเอาหอกซัดไปที่ท้องของมัน ควายป่าไม่ตายทันที มันกระโจนเข้าหาเขารวดเร็วเหมือนสายฟ้า นายยกหลอดซึ่งเห่าได้ขึ้นประทับบ่า ความเงียบทะลายลงทันใดพร้อมกับควายล้ม นายยิ้มและควักบุหรี่ออกมา... ต่อจากนั้นเขาก็กลับเข้าหมู่บ้านเอาเบียร์ของนายไปนั่งดื่มคุยกับคนป่าด้วยกันอย่างภาคภูมิ
เรื่องทั้งหมดนี้มีเสียอย่างเดียวคือไม่เป็นไปตามที่คิด เพราะขณะนี้แบร็ดดี้กำลังวิตกว่าเนามีจะมิสลบไปแล้วหรือ ? จะสามารถเกาะคบไม้ไว้ได้หรือไม่ ถ้าหมดกำลังล่วงลงมาก็ต้องเน่าแน่
ขอกล่าวเวียนวนอีกหน่อยว่า เมื่อคนทั้งสองพากันเดินไปจนรู้สึกว่าจะพบกับควายป่าแล้ว แบร็ดดี้ก็ลงนั่งยอง ๆ หูของเขาได้ยินเสียงของเนามีกระซิบแผ่ว ๆ แต่นัยน์ตาของเขาจ้องอยู่กับป่าข้างหน้าแล้วเห็นร่างอันดำเป็นมันด้วยเหงื่อของผู้ช่วยนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วย เนามีกระซิบว่า:
“ควายอยู่ทางซ้าย ! ดูเหมือนไม่ใช่ตัวใหญ่ อย่ายิง คอยให้ฝูงมันผ่านมาดีกว่า อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง”
แบร็ดดี้มองดูเป็นนานจึงเห็นควาย ตัวมันมืดเป็นสีเดียวกับป่ามองยากที่สุด เขานึกเคืองตัวเองที่โง่เง่าปล่อยให้ผู้นำทางเห็นสัตว์ก่อน แล้วพูดเสียงลมว่า “ฉันยิงตัวนี้แหละ ตัวอื่นช่างมัน !” เนามีไม่ตอบอะไรเลย แบร็ดดี้ยันเข่ากับพื้นดินยกปืนประทับบ่าแต่รองเท้าไปครูดกับหินเข้านิดหนึ่ง ควายกระโดดไปข้างหน้าทันใด ขณะนั้นเองฝูงควายซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลก็ตกใจกระโจนหนีต้นไม้หักดังโครมคราม และปืนแอ๊กสแปรสของแบร็ดดี้ก็ลั่นตูมออกไป ควายตัวนั้นถลาแต่แล้วก็ห้อหายลับไป แบร็ดดี้สบถแล้วเช็ดเหงื่อซึ่งกำลังไหลเข้าตา เขาไม่ควรจะยิงในระยะไกลและเมื่อสัตว์ออกวิ่งแล้วเช่นนั้นเลย การยิงเช่นนี้ไม่แน่ว่าจะถูกที่สำคัญหรือไม่ เขาหยิบบุหรี่มาจุดสูบมวนหนึ่ง ให้เนามีมวนหนึ่ง เขาหยุดสูบสักอึดใจเดียว ความเงียบก็กลับเป็นปกติดังเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แบร็ดดี้ปาบุหรี่แล้วเอาเท้าขยี้ เนามีเอาสองนิ้วเด็ดไฟของตนทิ้ง เก็บก้นบุหรี่สอดไว้ในชายผ้าเตี่ยว แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางตามรอยสัตว์ไป มันคงไปตายแน่และคงไปไม่ไกล
ไม่ช้าเนามีก็บอกว่า “มันหยุดชะลอตรงนี้ รอยของมันชิดกันแล้ว” แล้วเนามีก็พูดต่อไปอีกว่า “ฉันเชื่อว่ามันคงอยู่ในกอไม้ตรงนั้นแหละ” แบร็ดดี้มองดูบริเวณรอบ ๆ อย่างพิจารณาแล้วก็ยกกระติกน้ำขึ้นดื่มอย่างยืดยาว แล้วเดินต่อไปอีกสัก ๘ หรือ ๑๐ ก้าวก็หยุดมองดูในกอไม้ เขาเคยรู้ความฉลาดและความดุร้ายของควายป่ามาแล้วว่าถ้ามันได้รับความลำบาก มันจะต้องซุ่มอยู่ในที่ ๆ ไม่มีใครนึกถึงว่ามันจะอยู่..........
ดังนั้นก็พอดีถึงทีของควายบ้าง มันกระโจนออกมาในระยะ ๒๐ เมตรจากกอไม้ด้านซ้ายซึ่งแบร็ดดี้ได้พิจารณาดูแล้ว แบร็ดดี้ปืนประทับบ่าแต่ยังไม่ถนัด ถูกแต่หัวกะโหลกของมัน ลูกปืนแฉลบไป ถ้ามันหันคอมาเขาก็ยิงเสร็จไปแล้ว ควายป่าพุ่งเข้าหากิ่งไม้ที่ขวางหน้าหักกระเด็น ระยะห่างกันราว ๑๒ เมตร แบร็ดดี้หลบ มีต้นไม้ใหญ่ขวาง ควายก็หลบต้นไม้เหมือนกัน แบร็ดดี้ยิงอีกนัดหนึ่ง ไม่ถนัดอีก ลูกปืนถูกหัวแฉลบไปอีก แบร็ดดี้ตกใจกระโดดหลบไปข้าง ๆ ควายเอาเขาตักตามไปหวิด ๆ เฉี่ยวเอาปืนติดเขาร่องแร่ง ขณะนี้มันอยู่ห่างเพียง ๔ เมตร ขาทั้งสี่ยันพื้นตัวเกร็ง สะบัดปืนปลิวไปทันที แล้วก็รี่เข้าใส่แบร็ดดี้อีก.... เนามีเผ่นเข้ามาเอาหอกพุ่งลงบนหลังแล้วขยับโล่ห์เข้าหาควาย: “เจ้านี่เป็นบ้าไปแล้ว !” แบร็ดดี้นึกในใจ ควายผละจากแบร็ดดี้หันเข้าใส่เนามีทันที แบร็ดดี้เห็นมันเอาเขาตักตะโพกของยักษ์ดำลอยขึ้นพ้นดินกระเด็นไปห่างหลายเมตร เนามีกำลังจะลุกขึ้นแต่ควายเอาหน้าชิดดินรี่เข้าไปแล้ว แบร็ดดี้เก็บปืนขึ้นมา ปืนใช้การไม่ได้ กระบอกคด เขาจึงจับกระบอกเอาส้นปืนฟาดลงไปบนหน้าของมันอย่างเต็มแรง ส้นปืนกระเด็นไป หัวควายไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็ยังดีเพราะทำให้มันละจากเนามีหันมาไล่เขา แบร็ดดี้วิ่งเต็มฝีเท้าเข้าหาต้นไม้ พริบตาเดียวเท่านั้นเขาก็ขึ้นไปอยู่บนคบโดยไม่รู้ว่าขึ้นไปได้อย่างไรแล้วก็ยกหน้าแข้งขึ้นมาเช็ดเลือดซึ่งยังไม่หยุดไหล เขาถูกเขาควายหนังขาดตั้งแต่ข้อเท้าถึงหัวเข่า
แบร็ดดี้พยายามมองหาร่างของเนามี ขณะนั้นควายเอาหลังสีกับต้นไม้ มันพยายามจะถอนหอกซึ่งปักอยู่บนหลังแต่ไม่สำเร็จ บาดแผลของมันมีเลือดไหลมาก ตอนนี้แบร็ดดี้รู้สึกไม่สบาย เพราะเขาอาเจียน
เหตุการณ์ได้ล่วงไปกว่าหกชั่วโมงแล้ว และแบร็ดดี้ก็ได้เห็นร่างของเนามีอยู่บนคบไม้ห่างออกไป เนามีปีนขึ้นไปได้แต่ขณะนี้ลักษณะของเขาเหมือนกับซากศพที่ค้างอยู่บนคบไม้ ยังหายใจอยู่หรือเปล่าก็ไม่ทราบ แบร็ดดี้พูดกับตัวเองว่าโชคร้ายครั้งนี้เป็นความผิดของเขา เขาควรจะยิงสัตว์ต่อเมื่อแน่ใจว่าไม่พลาด หรือเมื่อพลาดทำให้สัตว์ลำบากแล้วก็ไม่ควรจะติดตามมันเลย เฉพาะอย่างยิ่งแล้ว ถ้าเป็นควายลำบาก มันจะฉลาดและดุร้ายยิ่งขึ้น บาดแผลที่ท้องของมันใหญ่มาก เลือดไหลมาก มันจะต้องตายภายในสองชั่วโมง แต่ด้วยความฉลาด มันลงไปคลุกโคลน เอาโคลนอุดปากแผลห้ามเลือดได้อย่างเด็ดขาด หมอที่เก่ง ๆ ยังทำดีกว่าไม่ได้ ! แบร็ดดี้นึกต่อไปอีกว่าเมื่อตอนที่ควายหายไปพักใหญ่ ๆ นั้น เขาควรจะหนีเอาตัวรอดได้แล้ว แต่เขาไม่ทันนึก คงจะเป็นเพราะเขาอ่อนเพลียมาก หรือไม่อาจทิ้งผู้นำทางของตนก็เป็นได้.... ทั้งสองอย่างนี้เขาไม่รู้เลย แต่อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าเวลานี้เนามีคงไม่รอดแล้ว.... อีกประการหนึ่งเขาก็ได้ช่วยชีวิตเนามีเมื่อควายรี่เข้าไปจะกระทืบ... แต่เขาก็คิดได้อีกว่าเนามีเป็นผู้ช่วยช่วยชีวิตของเขาไว้โดยวิ่งเข้ามาพุ่งหอก.... เนามีกล้าหาญมาก !..
แต่เวลานี้หนทางที่จะคิดหนีไม่มีแล้ว เพราะสัตว์มันทนกว่าเขามาก ชีวิตของเขาจะต้องสิ้นสุดก่อน! แบร็ดดี้จะทำอย่างไร !... เขาจะหนีได้อย่างไรในเมื่อเนามีตาย เขาจำได้ว่าเนามีได้ตะโกนร้องเรียกเขาด้วยเสียงอันแผ่วเต็มที ครั้งแรกเขาไม่คิดอะไร แต่บัดนี้เขารู้สึกแล้วว่าเนามีน้ำใจดีกว่าเขาเพราะว่า :
ก่อนที่เขาจะมองเห็นร่างของเนามี บนต้นไม้นั้นเขาตะโกนเรียกเนามีก่อน เนามีขานรับด้วยเสียงแผ่วเบาคล้ายกับดังอยู่ไกล ๆ เสียงนั้นสั่นและพูดเป็นห้วง ๆ เหมือนคนใกล้จะตาย แบร็ดดี้ต้องตั้งใจฟังเพื่อจะได้ยินคำพูดนั้น เนามีบอกว่าตะโพกของเขาเลือดไหลไม่หยุด.... และก็ขอบใจเขาที่ได้ช่วยให้พ้นควาย.... ประโยคสุดท้ายแบร็ดดี้ฟังไม่ได้ศัพท์หรือฟังแล้วไม่เชื่อหู แต่บัดนี้เขาเชื่อว่าเนามีบอกเขาว่า : “นายหนีเอาตัวรอดเถิด อย่าเป็นห่วง ฉันตายแน่ ฉันจะตก...” เนามีพูดไม่จบประโยค แบร็ดดี้ทายว่าเนามีคงสลบไปแล้ว แต่จะค้างอยู่บนคบไม้ได้หรือไม่... ไม่ต้องสงสัยเนามีคงแน่ใจว่าหนทางรอดของตนนั้นไม่มีแล้ว แบร็ดดี้รำพึงในใจว่า : “เออ ! มนุษย์จำพวกนี้เรียกว่าคนป่าก็ยังมีจิตใจงามน่าสร้างอนุสาวรีย์ให้เสมอกับผู้กล้าหาญทั้งหลาย”
แบร็ดดี้ยังคงจับตาอยู่ที่ร่างของเนามีซึ่งเปลี่ยนท่าไปแล้ว ยังคงค้างอยู่บนคบท้องนาบอยู่กับกิ่ง ศีรษะเกือบห้อย แขนตก น่ากลัวจะร่วงหล่นเป็นที่สุด แบร็ดดี้ตะโกนเรียกสุดเสียง “เนามี ๆ” แต่เนามีก็ไม่เคลื่อนไหว เขาสลบไปแล้ว ความจริงควายก็น่าจะเพลียลงไปมากทีเดียว และบัดนี้ตัวเขาก็ค่อย ๆ มีแรงขึ้นแล้ว เขามองดูที่หลังควายซึ่งหอกยังคงปักอยู่ เห็นบาดแผลใหญ่เลือดไหลโทรม เขาก็นึกขึ้นได้ทันทีถึงการสู้วัวกระทิงในประเทศเสปญที่นักสู้วัวเอาธงสีไปปักบนหลังวัว ทันใดเขาก็ยืดตัวตรงบนคบไม้ เขาได้ความคิดแล้ว... เป็นความคิดที่ค่อนข้างบ้า... แต่ถ้าทำได้สำเร็จเขาก็รอดตาย และอาจช่วยเนามีให้รอดด้วย ถ้าเนามียังไม่ตาย
แบร็ดดี้ถอดเสื้อกากีซึ่งขาดโหว่ไปแล้ว เขากางออกกระพือ แม้จะไม่ใช่ผ้าแดงแต่ก็คิดว่าคงใช้ได้.... จริงทีเดียว ควายหันมาทันทีและส่ายไปตามอิริยาบทของแบร็ดดี้ผู้ซึ่งตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เขากางขาออกและสะบัดไปมาเพื่อให้หายชา แล้วก็กะแผนการที่จะกระทำต่อไป เขาค่อย ๆ ไต่ลงจากต้นไม้ ควายหยุดเบิ่งรอดูเขาครู่หนึ่งคล้ายกับมันไม่เชื่อนัยน์ตาว่าเห็นคนลงมาอยู่บนพื้นดิน แล้วร่างอันใหญ่ของมันก็เคลื่อนที่ แบร็ดดี้เอามือทั้งสองกางเสื้อออกไปทางขวาจ้องท่าอยู่ ตัวเขาเองก็ไม่เคยเห็นคนสู้วัวกระทิงกับตาเลย สมมุติว่าถ้าเป็นในสังเวียนแล้ว คนดูจะต้องหัวเราะกันท้องแข็งเป็นแน่ แต่ในที่นี้เขาจะตลกอย่างไรก็หาคนหัวเราะไม่ได้ และตัวเขาเองก็ไม่มีความสนุก เขาเห็นควายมันก้มหน้าพุ่งหัวอันดื้อของมันตรงมายังเสื้อที่เขาล่อ พอ จะถึงเขาก็กระโดดเหวี่ยงเสื้อไปทางซ้ายเพื่อหลบเขาอันกว้างใหญ่ของมัน ส่วนควายก็พุ่งตัวคล้ายกับนักวิ่งแข่งเมื่อเวลาสต๊าร์ตทุกทีไป แบร็ดดี้ล่อมันไปที่หอกด้ามหักซึ่งกลิ้งอยู่บนหญ้า เขาล่อมันไปได้สัก ๑๐ เมตร ก็ได้ยินเสียงมันกลับตัววิ่งมาข้างหลัง แบร็ดดี้เหลียวไปดู เขานึกประหลาดใจว่าเหตุใดควายตัวโตเช่นนี้จึงกลับตัวได้อย่างรวดเร็วมาก เขาล่อให้มันชนถึงสามครั้งเพื่อจะไปเก็บหอก ทั้งคนและสัตว์ล่อหลบกันหมุนไปหมุนมาเป็นระบำของยมบาลกลางฝุ่นตลบ ควายกระโจนทุ่มทั้งสามครั้ง แบร็ดดี้หลบเขามันได้ทุกที และพอจะก้มเก็บหอกควายก็กระโจนใส่อีกเป็นครั้งที่สี่ ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว ๆ แบร็ดดี้รู้สึกว่าเขาของมันเฉี่ยวตะโพกของเขาเข้าแล้ว และไหล่ซ้ายก็ถูกมันชน ตัวเขาลอยขึ้นไปหมุนอยู่ในอากาศแล้วก็กระแทกลงมาในกอหญ้า... “จบแล้ว !” เขานึกแล้วหลับตา “มันมีกำลังเหนือเรา !” แต่...แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แบร็ดดี้ลืมตาเห็นควายอยู่ใกล้เพียงสี่เมตร มันจ้องมองเขาด้วยนัยน์ตาเป็นประกายแดงก่ำ มันหอบ แบร็ดดี้เห็นเลือดของมันพุ่งออกจากบาดแผลที่ท้อง เลือดพุ่งเป็นสาย มันกำลังจะตาย
บัดนี้เขารู้แล้วว่าหอกของเนามีอยู่ข้างหลังเขาเพียงเล็กน้อย เขาค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นแต่สายตาไม่ได้ละจากควายเลย แล้วค่อย ๆ ถอยหลัง เอาเท้าคลำดิน ไม่ช้าเท้าก็ไปกระทบสิ่งหนึ่งซึ่งมีเสียงเป็นโลหะ ปืนของเขานั่นเอง เขาถอยต่อไปอีกสองสามก้าวก็สัมผัสกับของแข็งและกลม คราวนี้เป็นหอก พอเขาก้มลงเก็บควายก็พุ่งปราดมาทันใด มันจะตายแล้ว เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว มันทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ คือน้ำหนักทั้งตัว ทุกส่วนของกล้ามเนื้อที่ยังเหลืออยู่ในเลือด และความอาฆาตอย่างสุดแรงเพื่อฆ่าคนผู้นี้ คนผู้ซึ่งได้สู้กับมันถึงหกชั่วโมงมาแล้ว ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะต้านทานการตะลุมบอนของควายป่าอัฟริกาได้
หนึ่งนาทีต่อมา แบร็ดดี้ก็ลุกขึ้นอย่างมีชัย เขาสวดขอบคุณสวรรค์ ร่างของเขาชอกช้ำไปทั่ว หัวใจแทบจะหมดกำลัง ถ้าไม่มีต้นไม้ย่อม ๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ข้าง ๆ นั้นแล้ว เขาคงถูกควายขวิดตายอย่างแน่นอน เมื่อควายพุ่งตัวเข้ามาเขาก็หลบบังต้นไม้ เอาหอกด้ามที่อยู่ในมือขวายันเข้ากับต้นไม้ปลายชี้ไปยังสัตว์ มือซ้ายแกว่งเสื้ออันรุ่งริ่งอยู่หลังใบหอกหลอกให้ควายเงยหน้า เมื่อร่างอันโทรมไปด้วยเลือดรี่เข้ามาจวนถึงโคนต้นไม้ แบร็ดดี้ก็ยันหอกไว้อย่างมั่นคง เขารู้สึกว่าใบหอกนั้นทะลุเข้าไปในคอของสัตว์เต็มที่แล้วเขาก็กระโดดหนีไปหลายเมตร เสียงควายร้องโอ้กแล้วก็ล้มในเวลาเดียวกัน ส่วนหอกทะลุคอไปเลย ควายพยายามเอาเท้าหลังยันร่างอันใหญ่ของมันก็ล้มลงอีกครั้งและไม่ลุกขึ้นเลย
แบร็ดดี้เอาหลังมือเช็ดเหงื่ออันโทรมอยู่ที่หน้าผาก เหลียวหาต้นไม้ของเนามีแล้วก็วิ่งตรงไป ค่อย ๆ ดึงร่างของเนามีลงจากต้นไม้ เอาไปพักอยู่บนหญ้าแห้ง นายยักษ์ดำลืมตาพูดแผ่ว ๆ ว่า : “นาย มันตายแล้วหรือ ? ช่วยพาฉันไปดูมันทีเถอะ” แบร็ดดี้ก็อุ้มเนามีไปวางไว้ข้าง ๆ ศพควาย เนามีมองควายอย่างเงียบ ๆ แล้วก็มองดูหอกสองเล่มที่ติดอยู่กับควาย เล่มหนึ่งเป็นของคนขาว เล่มหนึ่งเป็นของคนดำ แล้วทั้งสองก็มองหน้ากันด้วยอาการยิ้มแย้ม ขณะนั้นตะวันต่ำลงมาก แบร็ดดี้จึงแบกร่างของคนนำทางของเขากลับยังที่พัก

วีรธรรม ฉบับที่ ๙๕ วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๐๑