นานมาแล้วมีคนขี้เหนียวคนหนึ่งเรืองนามอยู่ในกรุงไคโร
ชาวเมืองโดยมากเมื่อไปพบคนผู้นี้แล้วก็สงสารอยากทำทาน แต่ถ้าใครทำทานให้
อาบู (ชื่อของคนขี้เหนียว) ก็ดีใจ
ความจริงอาบูเป็นเศรษฐีเก็บดอกเบี้ยแต่นุ่งเสื้อผ้าเก่าแก่ปุปะเหมือนคนขอทาน
สิ่งที่ทำให้แกเรืองนามก็คือรองเท้าแตะซึ่งมิใช่แต่จะน่ากลัวด้วยตาปูมาก
แต่หนังพื้นก็หนามากยิ่งกว่าหนังช้างน้ำหรือสัตว์อะไร
ที่เรียกว่าฮิปโปโปตามัสนั้น ส่วนหนังบนก็ปะเข้าไปหลายซับหลายซ้อน
ช่างปะรองเท้าตลอดกรุงรู้จักดีเพราะเคยซ่อมมาคนละหลายครั้ง
บัดนี้ไม่มีใครอาสาซ่อมอีกเลย
อาบูต้องซ่อมรองเท้าด้วยตนเอง จนมันหนักไปด้วยหนัง ด้วยเหล็กตาปู
และขี้ดินจนเล่าลือกันทั่วประเทศอียิปต์ คนพูดกันติดปาก เช่นใครโง่มากก็ว่า “ปัญญาทึบ
เหมือนเกือกของอาบู”
ใครปวดท้องก็ว่า “กลืนเกือกอาบู”
ผัวตีเมียจะผิดหรือถูกก็ตามก็ว่า “เคราะห์ดีที่ไม่มีเกือกของอาบู”
วันหนึ่งอาบูได้กำไรจากลูกหนี้มากมาย..
และมีความจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงลูกหนี้เป็นการชดเชย
ก่อนกินเลี้ยงอาบูก็ไปอาบน้ำชำระตัวที่สถานบริการ
สวมรองเท้าคู่ชีพนั้นไปด้วย แต่ธรรมเนียมของแกจะต้องเอารองเท้าใส่บ่า
(หิ้วไม่ไหว) ในขณะที่ถนนขลุขละ นี่เป็นวิชาเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง
เมื่อไปถึงสถานที่อาบน้ำแกก็ทำเหมือนทุก ๆ คน
คือวางรองเท้าไว้หน้าประตูส่วนตัวเข้าไป
พวกบริการได้กลิ่นก็รู้สึกทันทีว่ามีคนแปลกเข้ามาแล้ว
จะต้องมีงานมากเป็นแน่นอน...
ผู้บริการคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นสูดลมแล้วก็ลงมือค้นหา สุนัขเน่าในบริเวณนั้น
ไม่ช้าก็พบสิ่งที่ตนไม่ได้นึก คือรองเท้าโบราณของอาบูนั่นเอง
“ถ้าเราเอาไอ้นี่ไว้ที่นี่”
ผู้บริการนึกในใจ “เราก็จะเสียลูกค้าไปมาก”
ว่าแล้วก็เอาไม้บรรจงเขี่ยรองเท้าทรงกลิ่นคู่นั้นไปที่อื่น
ไม่ให้ทำความรำคาญแก่ลูกค้าที่มาอาบน้ำ...
ไม่ช้าอาบูก็สะอาดผุดผ่องไม่มีใครจำได้
เดินออกมาจากห้องน้ำเหลียวหารองเท้าก็ไม่เห็น
แต่มีคู่อื่นสวยงามมากเป็นหนังสีเหลือง
อาบูมองดูครู่หนึ่งแล้วพูดกับตัวเองว่า “พระเจ้าโปรดคนดีของท่านแล้ว
ท่านเล็งเห็นว่าเราต้องการซื้อรองเท้าคู่นี้มานานแล้ว”
อาบูพูดแล้วก็สวมรองเท้านั้นกลับบ้าน