คุณผู้หญิงดำ

 

ข้าพเจ้าชื่อ เปโดร ดา กอสตา ชาติโปรตุเกส แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น ข้าพเจ้าอยู่ที่เมืองแองโกลา (อาณานิคมปอร์ตุเกส) ในแอฟริกา ข้าพเจ้าไปหากินที่นั่น ทำไร่กาแฟ ไร่ของข้าพเจ้าใหญ่โต ข้าพเจ้าเป็นคนร่ำรวย มีคนนับถือ มีคน....  แต่วันนี้ข้าพเจ้าอยู่ใต้ท้องเรือโดยสาร ซึ่งจะพาข้าพเจ้ากลับไปยังประเทศเดิม ข้าพเจ้าไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีคนนับถือแล้ว ข้าพเจ้าเป็นนักโทษที่ส่งตัวกลับโดยข้อหาเป็นคนทรยศ เขาว่าอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้ากลับชื่นชม มองเห็นลิสบอนตั้งแต่อยู่ไกล ๆ มองเห็นปอร์ตุเกสอันเป็นประเทศของข้าพเจ้า

 

สี่สิบปีก่อน ข้าพเจ้าออกจากปอร์ตุเกสด้วยความยากจนเข็ญใจ วันนี้กลับมาก็ยากจนเข็ญใจเหมือนวันที่จากไป แต่วันนี้ข้าพเจ้าเป็นคนอยู่ในสันติและก็ฝันถึงเพื่อนเก่า เพื่อนคนนั้นชื่อ ฟรังซิสโก

 

เมื่อ ค.ศ. 1617 ฤดูใบไม้ผลิ ข้าพเจ้าอายุสิบขวบพอดี สมัยนั้นมีเด็กไม่กี่คนที่จะได้โอกาสไปโรงเรียน ข้าพเจ้าพอทำงานได้ก็ไปเลี้ยงแกะของพ่อแม่ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ตัว ต้อนมันไปกินหญ้าในทุ่งที่หาความสมบูรณ์ไม่ได้ แต่บางทีมีเด็กหลายคนไปเลี้ยงแกะในที่เดียวกัน การเลี้ยงแกะไม่ใช่งานใหญ่โต เราก็มีเวลาเล่นด้วยกัน และในที่นั้นเอง ข้าพเจ้าจึงได้รู้จักกับ ฟรังซิสโก

 

ข้าพเจ้ากับฟรังซิสโก อายุเท่ากัน รูปร่างเท่ากัน กำลังวังชาก็เท่ากัน แม้เราจะเล่นด้วยกัน ส่งเสียงเอ็ดตะโรสักเท่าใด หน้าตาของเราก็โศกเศร้า แววตาหาประกายไม่ได้เลย  ฟรังซิสโก นั้น แม้จะมีดวงตาโตสีดำ ก็ไม่มีความแจ่มใส แม้จะหัวเราะ สายตาของเขาก็เศร้าอยู่เสมอ สายตาของข้าพเจ้าก็คงจะเหมือนของเขาเป็นแน่

 

วันก่อนนั้น ฟรัง ซิสโก กับข้าพเจ้าทะเลาะกัน เราทะเลาะกันบ่อย ๆ เพราะเขาเป็นคนใจร้อน โมโหง่าย และเราก็โกรธกัน รุ่งขึ้นเช้า ข้าพเจ้าก็ไปเลี้ยงแกะอีก ฟรังซิสโกอยู่กับน้องสาวและพี่สาวซึ่งเป็นลูกเรียงพี่เรียงน้อง แต่เราหลบเลี่ยงกัน เวลาจวนเที่ยงข้าพเจ้าก็ไปเที่ยวตามหาเขา ตั้งแต่เช้าข้าพเจ้าอยู่คนเดียว รู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าเวลามันนานเหลือเกิน อาหารกลางวันของข้าพเจ้าไม่มีอะไร นอกจากขนมปังและผลไม้เล็กน้อย กินคนเดียวไม่อร่อย เมื่อข้าพเจ้าพบเขา ระฆังวัดตีเที่ยงพอดี ฟรังซิสโกกับพี่น้องหญิงสองคนนั้นคุกเข่าสวด เขาสวดเวลานี้ทุกที ข้าพเจ้ารีบต้อนฝูงแกะไปหาเขา

 

 

“ฟรังซิสโก

 

เมื่อเขาลุกขึ้น เขาก็เหลียวมาทางข้าพเจ้า แล้วยื่นมือ ข้าพเจ้าอ้าปากจะพูด ก็เห็นนัยน์ตาของเขาแจ่มใสเป็นประกาย ข้าพเจ้าก็ได้แต่มองหน้า ไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลย

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ฟาติมา วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1917

 

ตลอดชีวิต ข้าพเจ้าไม่ได้ลืมแววตาของเขา จนกระทั่งข้าพเจ้าอายุ 20 ปี ก็ออกจากปอร์ตุเกสไปอยู่แองโกลา ข้าพเจ้าลำบากยากจนสาหัสมาแล้วตั้งแต่บรรพบุรุษ

 

เมื่ออยู่แองโกลา ข้าพเจ้าทำงาน มีหน้าที่หลายอย่าง อยู่ไม่กี่ปีก็มีไร่กาแฟเอง ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร 

 

ข้าพเจ้าขยายไร่ออกไปอีก และจ้างคนงานผิวดำคนหนึ่ง ต่อมาก็จ้างอีกสองคน สามคน.... และเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น ข้าพเจ้ายังมีคนงานถึง 25 คน เป็นชาวแอฟริกา ชาวปอร์ตุเกสที่มาตั้งรกรากอยู่ในที่นี้ มีคนกล่าวขวัญอย่างไร ข้าพเจ้ารู้ทั้งนั้น แต่ข้าพเจ้าให้เงินเดือนลูกจ้างเหมือนอย่างที่เขาให้กัน ข้าพเจ้าให้ที่อยู่อาศัยเหมือนคนอื่นที่เขาให้กัน ข้าพเจ้าใช้ลูกจ้างเหมือนคนอื่นที่เขาใช้กัน ไม่มากไม่น้อย แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ถือความยุติธรรมจนเกินไป ยังมีความเมตตากรุณามากกว่า

 

แต่มาวันหนึ่ง คนผิวดำก่อการวุ่นวาย ไม่ต้องการปอร์ตุเกส อามาลิโย ลูกจ้างคนหนึ่งของข้าพเจ้าหนีไปส้องสุมพรรคพวกอยู่ในป่า

 

ครั้นเวลากลางคืนก็ยกพวกเข้ามาทำลายพืชผลในไร่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่มีทางป้องกันได้เลย แม้ข้าพเจ้าจะได้จ้างคนเฝ้า อามาลิโยเข้าไปอยู่ในหมู่พวกแอฟริกา ปลุกปั่นชักชวนกันเป็นขบถ และตัวเขาเองก็กลายเป็นคนอันตราย มีค่าตัวแพง ตำรวจติดตามส่งสายลับไปทั่วทุกแห่ง แต่อามาลิโยก็ยังก่อการร้ายอยู่เรื่อยไป กว่าตำรวจจะรู้ เขาก็หนีไปแล้ว

 

คืนวันหนึ่ง เมื่อไม่กี่อาทิตย์มานี้ มีคนมาเคาะประตูบ้าน ข้าพเจ้าเข้านอนแล้วก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู ในที่มืดข้าพเจ้าเห็นชายคนผู้หนึ่งมีปืน ข้าพเจ้าถอยและถามไปว่า

 

“ท่านต้องการอะไร?”

 

ชายผู้นั้นก็เข้ามาในบ้าน ซึ่งมีแสงตะเกียง ข้าพเจ้าก็ร้องไปว่า

 

“อามาลิโย?”

 

“นายไม่ต้องกลัว ฉันไม่ได้มาทำร้ายนาย”

 

“แกมาทำไม?”

 

“ฉันมาขอความช่วยเหลือ...”

 

“ฉันช่วยเหลือผู้ร้ายไม่ได้”

 

“นายดา กอสตา ฉันจะฆ่านายก็ได้ แต่ฉันไม่ทำ ฟังฉันก่อนแล้วฉันจะให้นายจับฉัน ส่งฉันให้ตำรวจของนาย เอารางวัลก็ได้”

 

อามาลิโยพูดพลางถอยไปที่ประตู ข้าพเจ้าได้โอกาสก็ฉวยปืนของข้าพเจ้ามาถือไว้ แต่ในขณะนั้นเอง ข้าพเจ้าก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในลักษณะอ่อนเพลียแทบจะยืนไม่อยู่ อามาลิโยบอกกับข้าพเจ้าว่า

 

“ภรรยาของฉัน เราเดินทางวันละหลาย ๆ กิโลเมตร หลบตำรวจปอร์ตุเกส เวลานี้หล่อนกำลังจะมีบุตร ขอให้นายรับไว้ด้วย”

 

ข้าพเจ้ามองดูหญิงผู้นั้น หญิงผู้นั้นก็มองดูข้าพเจ้า คอยฟังคำตอบ ข้าพเจ้าจะรับรองได้อย่างไร เขาเป็นภรรยาของคนร้าย ของศัตรูของข้าพเจ้าเอง อามาลิโยพูดต่อไป

 

“ฉันรู้ว่านายกำลังคิดอะไร มีบ้านนายแห่งเดียวเท่านั้นที่คนของฉันจะอาศัยได้ ถ้าเป็นบ้านคนผิวดำแล้ว ตำรวจจะค้นหมด หรือถ้าเป็นบ้านคนผิวขาวอื่น ๆ ฉันไปหาเขา เขาก็ฆ่าฉันอย่างแน่นอน แต่สำหรับนาย ฉันรู้ว่านายเป็นคนทำคุณ”

 

เราเงียบงันอยู่เป็นเวลานาน นานมาก ในขณะนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าคนทั้งสองมีความหวังอยู่ในตัวข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว แม้ว่าข้าพเจ้าไม่อยากพูด ข้าพเจ้าก็ต้องพูด

 

“อ้าว บอกให้เมียของแกเข้ามาซี”

 

“ขอบใจนาย ฉันยอมให้นายจับ”

 

“แกไปเถอะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีกนะ”

 

ภรรยาของอามาลิโยขึ้นไปนอนในฉางชั้นบน ส่วนข้าพเจ้าไปอยู่ในไร่ตลอดคืน จิตใจวุ่นวายอยู่ในเรื่องที่เกิดขึ้น พอเช้าตรู่ข้าพเจ้ากลับบ้านก็เจอตำรวจ มีคนรู้ว่าภรรยาของอามาลิโยพักอยู่ในบ้าน นายตำรวจถามข้าพเจ้าว่า

 

“ผู้หญิงคนนี้ ซ่อนอยู่ในบ้านของท่าน”

 

“ไม่ได้ซ่อน”

 

“นี่พูดอย่างไร?”

 

“ฉันว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ซ่อน ฉันให้เขาอยู่เอง”

 

“ท่านรู้ไหม? เขาเป็นใคร?”

 

“รู้”

 

“ดา กอสตา ท่านเป็นคนทรยศ”

 

ถ้อยคำของนายตำรวจเหมือนสายฟ้าฟาด ข้าพเจ้าเข้าไปหานางเชลย เธออยู่ในความสงบ รักษามารยาทอย่างน่าชม เธอยิ้มให้ข้าพเจ้าผู้เดียว และมีเสียงพึมพำแสดงความขอบใจ ซึ่งดูเหมือนข้าพเจ้าผู้เดียวที่ได้ยิน ข้าพเจ้าหายโกรธไปในทันที แต่ครั้งนี้รู้สึกวุ่นวายใจอย่างหนัก ข้าพเจ้าหันกลับมาพูดกับนายตำรวจ

 

“ฉันไม่ได้ทรยศ ฉันมีความสงสาร และฉันก็มีจิตใจเหมือนกัน”

 

เมื่อข้าพเจ้าพูดนั้น ข้าพเจ้ามองหน้านายตำรวจผู้ซึ่งก็จ้องหน้าข้าพเจ้าเช่นเดียวกัน แล้วเขาหันไปสั่งคนของเขาทันทีว่า

 

“จับ

 

 

เรือเข้าเทียบท่าเมืองลิสบอน โซ่ที่ล่ามข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์เลย ข้าพเจ้ายังไม่รู้เลยว่าภรรยาของอามาลิโยมีชื่ออย่างไร ข้าพเจ้าก็เลยเรียกว่า “คุณผู้หญิงดำ” อย่างเดียวกับฟรังซิสโก เมื่อพูดถึงแม่พระ ก็เรียกแม่พระว่า “คุณผู้หญิง”  ข้าพเจ้ายังเชื่อต่อไปอีกว่า แม่พระฟาติมาก็คงเหมือนคุณผู้หญิงดำที่ข้าพเจ้าได้เห็นนั้นเอง และเวลานี้ข้าพเจ้าก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมดวงตาของฟรังซิสโกจึงได้แจ่มใสเช่นนั้น

 

                                           “นิรบูรณ์”


จากหนังสือ "วีรธรรม" ฉบับที่ ๕๕๒ / ๕๕๓

๗ /๑๔ มกราคม ๒๕๑๑