สิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้นเป็นประจำ ณ

 

หลังเวทีละคร “โชว์โบต”

 

            เปรี้ยง  ค...รื...น เสียงนั้นกระหึ่มและไหวสะท้านไปทั้งโรงละคร “ลองตรวจสอบเครื่องทำเสียงฟ้าร้องเฉย ๆ ครับ” เดวิด แชปิโร วิศวกรฝ่ายผสมเสียงกล่าวพลางหัวเราะหึ ๆ ขณะโน้มตัวอยู่เหนือสิ่งที่หน้าเหมือนแผงบังคับเครื่องบินโบอิ้ง 747  ขณะนี้เวลา 18.00 น. อีกสองชั่วโมงจะได้เวลาเปิดม่านการแสดงอลังการที่สุดเรื่อง โชว์โบต  ละครเพลงอมตะของอเมริกาที่นำกลับมาเสนอใหม่บนเวที

 

            เจ้าหน้าที่เทคนิคและเจ้าหน้าที่เวทีกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนการแสดง ระหว่างนั้นโรงละครมีสภาพโกลาหลจนดูน่ากลัว ดวงไฟกว่า 600 ดวงเปิด ๆ ปิด ๆ ไฟสป็อตไลต์หมุนวุ่นวาย เรือละครเร่ซึ่งเป็นเรือสองชั้นยาว 12 เมตรแล่นเดินหน้าถอยหลัง    ขณะที่แชปิโรตรวจสอบหวูดเรือเสียงวู้ดวู้ด ฉากห้องนั่งเล่น ไนต์คลับ และถนนเลื่อนเข้าออกบนเวทีส่งเสียงครืน ๆ ละครเรื่องนี้ทุ่มทุนถึงสิบล้านดอลล่าร์ มีการเปลี่ยนฉากรวม 12 ฉาก ช่างแต่งตัว 19 คนต้องดูแลการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายหลายสิบชุดและรักษาเครื่องแต่งกายย้อนยุค 500 ชุดกับวิก 150 อันให้อยู่ในสภาพดี ตัวละครใช้คนเล่นถึง 71 คน สองเท่าของละครบอร์ดเวย์ทั่วไป ฉากใหญ่นั้นมโหฬารจนยื่นเข้าไปในเวทีเล็กที่ปีกสองข้างของโรงละครเกอร์ซวินในนครนิวยอร์ก

 

            นั่นหมายความว่า ขณะที่คนดูกำลังหย่อนอารมณ์คอยชมการแสดงอันยิ่งใหญ่ตระการตายาวสามชั่วโมงอยู่นั้น ความโกลาหลก็กำลังดำเนินไปตามขั้นตอนอยู่หลังเวที เจ้าหน้าที่เทคนิค เจ้าหน้าที่เวที ช่างแต่งตัวและช่างไม้รวมหลายสิบคน สมทบด้วยหัวหน้าฝ่ายเต้นรำและเหล่าผู้จัดการเวทีทั้งหมดเดินกันขวักไขว่อย่างที่เจ้าหน้าที่เวทีผู้หนึ่งเปรียบเทียบว่า “เหมือนฝูงมดขึ้นขนม” เมื่อผนวกความมืดสลัวและฉากที่คุมด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเคลื่อนไปมาส่งเสียงกระหึ่ม ก็นับได้ว่าภาพเบื้องหลังละครเรื่อง โชว์โบต ก็เป็นการแสดงที่น่าสนใจทีเดียว

 

ละครบอรดเวย์เรื่องเยิ่ยมออกตระเวนแสดงตามเมืองต่าง ๆ 40 แห่งรอบโลก หลังจากที่แสดงที่สหรัฐฯ มานานกว่า 20 ปี

เมื่อเครก จาคอบส์ ผู้อำนวยการเวทีมาถึงโรงละคร เขาตรวจเครื่องรับโทรศัพท์เพื่อฟังว่าวันนี้มีใครโทรฯมาขอลาป่วยบ้าง จากนั้นก็พลิกสมุดบันทึกเล่มหนาที่มีกระดาษสอดอยู่เต็มกว่าสิบเล่ม ดูว่าจะเรียกใครมาแทนคนที่ขาดคืนนี้ได้บ้าง

 

สมุดบันทึกเหล่านั้นเป็น “คัมภีร์” ของละครเรื่องนี้ แบ่งเป็น 80 ส่วน บรรจุคำพูดทุกคำและท่าเต้นทุกย่างก้าวของตัวละครทุกตัว การออกมารับเสียงปรบมือในตอนจบ กำหนดการให้แสงและเสียง โน้ตเพลงของวงดนตรีทุกตัวและคิวเพลงพร้อมทั้งภาพถ่ายและรูปวาดนับพันรูปแสดงอุปกรณ์และฉากทุกฉาก โดยสรุปคัมภีร์นี้คือละครทั้งเรื่อง หลังเปิดดูสมุดเหล่านี้ จาคอบส์รู้เลยว่าจะต้องตัดรถเข็นขนของออกไปจากฉากหรือไม่ เพราะคืนนี้ตัวละครประกอบผู้ชายที่รับหน้าที่เข็นรถไม่มาแสดง

 

ขณะที่ไฟในโรงละครค่อย ๆ หรี่ลง จาคอบส์ก็นั่งลงเงียบ ๆ ที่หลังโรงละครซึ่งคนแน่นโรง เขาขยับหูฟังให้เข้าที่เพื่อติดต่อกับคนหลังเวที แล้วนั่งคอยสังเกตการแสดงค่ำนี้ ขณะเดียวกัน วงดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลง “โอลแมน ริเวอร์” ที่คุ้นหูอย่างครึกครื้น

 

           

            โชวโบต ซึ่งออสการ์ แฮมเมอร์สสไตน์ที่ 2 และเจอโรม เคิร์น ร่วมกันประพันธ์เพลงและเนื้อร้องนี้ เปิดการแสดงครั้งแรกในปี 2470 มีฟลอเรนซ์ ซิกฟิลด์ ผู้เลื่องลือเป็นผู้อำนวยการสร้าง เนื้อเรื่องครอบคลุมเวลาถึง 40 ปี โดยเน้นไปที่ครอบครัวนักแสดงซึ่งใช้ชีวิตหากินอยู่กับเรือ ตั้งแต่แสดงละคร ตกหลุมรัก มีลูก และล่องลอยไปตามกระแสดึงดูดอันไร้กาลเวลาของ “สายน้ำผู้ชรา” เมื่อนำกลับมาเล่นใหม่โดยยึดถือแนวคิดดั้งเดิมของเรื่อง ละครเรื่องนี้ยังแสดงถึงเรื่องราวอันไม่น่าอภิรมย์ เช่น การเหยียดผิว การเอารัดเอาเปรียบ การทอดทิ้ง และโศกนาฏกรรม

 

            ฉากแรกเผยให้เห็นตัวเมืองทั้งเมืองบนฝั่งแม่น้ำ ท่าเทียบเรือเก่าแก่ราวกับแผ่นกระดานเหล่านั้นถูกถอดมาจากท่าเรือจริง ๆ  แม่น้ำมิสซิสซิปปีเป็นประกายระยิบระยับด้วยศิลปะการให้แสง กุลีหามเรือท้องแบนและแบกกระสอบใหญ่ดูหนักอึ้ง ขณะที่ผู้คนแต่งตัวสวยงามเดินเตร่ไปมา

 

            พอถึงบท เด็กแต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาด ๆ ก็โหนเชือกแล้วปล่อยตัวให้ตกลงใน “น้ำ” ซึ่งก็คือที่นอนซ่อนอยู่บนพื้นเวที เรือขนาดเท่าเรือของเล่นแล่นชึ่ก ๆ จากด้านซ้ายของหลังเวทีไปด้านขวา หลอกตาว่าฉากนั้นมีความไกลและลึกเหมือนของจริง

 

            จาคอบส์เริ่มเครียดเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ในฉากใหญ่ถัดมา พวกตัวละครมองไปที่ปีกเวทีแล้วเริ่มส่งเสียงโห่ร้องและโบกมือ พลางเปล่งเสียงว่า “เรือละครเร่มาแล้ว  พอถึงตอนนี้ เรือขนาดเท่าของจริงจะต้องแล่นออกมาบนเวที พ่นไอน้ำโขมงจากปล่อง ทว่าคืนนั้นไม่มีเรือออกมา

 

            สามสิบวินาทีผ่านไป แล้วก็อีก 30 วินาที นานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ คนดูขยับตัวอย่างอึดอัด มีบางคนหัวเราะคิกคักทำลายความเงียบ “ข้างหลังทำอะไรกันอยู่น่ะ” จาคอบส์คำรามใส่ไมโครโฟน

 

            “ผมไม่รู้” ช่างคุมไฟขวัญกระเจิงผู้หนึ่งตอบ “เรากำลังดูอยู่ครับ”

 

            ในที่สุด หลังจากผ่านไปนาทีครึ่ง เรือก็แล่นพ่นไอน้ำออกมา เสียงหวูดกรีดแหลมอย่างรื่นเริง ทั้งคนดูและตัวละครต่างโห่ร้องรับ มีคนสับสวิตช์ฟิวส์ปิดโดยบังเอิญ หลังจากนั้นสวิตช์ตัวนั้นก็ถูกปิดเทปตรึงไว้ให้เปิดอยู่เสมอ

 

           อย่างไรก็ตาม คืนนี้เรือออกมาตามคิว และคนดูไม่ได้ปรบมือนอกเรื่องนอกราว จาคอบส์เขียนลงในสมุดบันทึกว่า “ฉากแรก เรียบร้อย”

 

            เมื่อค่ำวันนั้นดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่น จาคอบส์ก็พาผมเดินตามทางมืดสลัวไปหลังเวที

 

            การแสดงบนเวทีห่างเราเพียงไม่กี่ฟุต เราตะกายข้ามเครื่องกลไกที่ดูซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ เป็นกลไกสำหรับเคลื่อนฉากมหึมา เราหยุดตรงสิ่งที่เหมือนนั่งร้านสองชั้น ซึ่งก็คือด้านหลังของเรือละครเร่

 

            จาคอบส์กวาดตาดูว่ามีอะไรผิดสังเกตบ้าง ตรวจดูสวิตช์ เชือก และสายโซ่ทุกชิ้นทุกเส้น ผมหันไปสนใจพื้นเวทีซึ่งปูทับพื้นเวทีเดิม มีกว้านพลังสูงควบคุมด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเลื่อนฉากออกไปตามรางที่ฝังไว้ เมื่อคอมพิวเตอร์สั่งให้เลื่อนแล้วไม่มีทางทำให้หยุดได้ “กว้านมันไม่คิดมากหรอก” จาคอบส์บอก

 

            ดังนั้นทุกจังหวะสำหรับฉาก ผู้แสดง เจ้าหน้าที่เวทีหลายสิบและช่างแต่งตัว 19 คนที่หลังเวทีจึงต้องจัดเวลาไว้อย่างละเอียดที่สุด ทุกคนจะต้องรีบเร่งให้ทันคิวของตน และถ้ามีใครทำผิดแผนก็จะเป็นเรื่องใหญ่ เจ้าหน้าที่จัดวิกผมให้ซาราห์ ฟิสเทอเรอร์ นักร้องนำเล่าว่า  ครั้งหนึ่งขณะที่เขาจัดวิกผมให้เธอบนเวทีระหว่างเปิดฉาก เขาหันไปพูดกับเพื่อนเพียงครู่เดียว แต่ในจังหวะนั้นม่านก็เปิดออก เขาตกใจมากที่เห็นตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟจ้า หันหน้ามาทางคนดู “พวกคนดูคิดว่าตลกดี” เขากล่าวพลางหัวเราะหึ ๆ “แต่ฝ่ายจัดการคงขำไม่ออก”

 

            มีฉากหนึ่งที่แสดงถึงเวลาที่ผ่านไป 20 ปี ตัวละครเกือบทั้ง 71 คนต้องวิ่งพล่านในความมือสลัว ไถลตัวแบบนักอเมริกันฟุตบอลไปหาช่างแต่งตัวของตนซึ่งอยู่ ณ จุดที่กำหนดไว้ตายตัว เพื่อให้ดึงเสื้อผ้า วิก หมวก รองเท้าชั้นนอกและโครงกระโปรงสุ่มออก แล้วสวมเครื่องแต่งตัวชุดใหม่ให้ ช่างแต่งตัวผู้หนึ่งบอกดื้อ ๆ ว่า “แล้วเราก็โยนพวกเขากลับออกไปบนเวที”  ทุกอย่างเกิดขึ้นขณะที่ฉากเคลื่อนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รถยนต์และรถเทียมม้าเปิดประทุนแล่นผ่านไป ฉากคลี่จากหลายทิศทางประกอบกันเป็นฉากถนนเมืองชิคาโกในทศวรรษ 1920 และทั้งหมดนี้กินเวลาเพียงสี่นาที! “เมื่อซ้อมฉากนี้ครั้งแรก ต้องใช้เวลาถึงสองชั่วโมง” จาคอบส์บอก

 

            เราปีนขึ้นไปนั่งบนนั่งร้านเหล็กเพื่อสมทบกับปีเตอร์ วูลฟ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ วูบฟ์สวมหูฟังเช่นเดียวกับจาคอบส์ กำลังบอกคิวจาก “สมุดบอกบท” และคอยสังเกตการณ์บนเวทีจากจอโทรทัศน์

 

            “ไฟในโรงพร้อม... ไฟหมายเลข 2 ถึง 17 พร้อม... ม่านหน้าฉากพร้อม...”

 

            สายตาผู้บอกคิวจับต้องที่เวทีทั้งหมดซึ่งอยู่ต่ำลงไปหกเมตร เขาทำหน้าที่เหมือนผู้กำกับวงให้ทุกสิ่งดำเนินตามกำหนดเวลา “ก็หนักหน่วงอยู่เหมือนกัน” วูลฟ์บอก เขายิ้มเครียด ๆ แล้วหันกลับไปที่จอ

 

            ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนเสมอไป ครั้งหนึ่งชุดกระโปรงสุ่มสีแดงของซาราห์ ฟิสเทอเรอร์ไปเกี่ยวเข้ากับที่วางโน้ตเพลงของนักเป่าแตรทรอมโบน “ดิฉันกำลังร้องเพลง ‘อาฟเตอร์ เดอะ บอล’ ขณะเดียวกันก็ลากเอาที่วางโน้ตของเขาไปทั่วเวที”  เธอกล่าว นักดนตรีผู้นี้ก็เดินเป่าทรอมโบนตามหลังเธอไปจนแกะที่วางโน้ตออกจากกระโปรงได้  “เดี๋ยวนี้นักดนตรีทุกคนต้องเหยียบฐานของที่วางโน้ตไว้เวลาเล่นเพลงนี้” ฟิสเทอเรอร์กล่าวต่อ

 

            ที่หลังเวทีซึ่งค่อนข้างมืด ช่างแต่งตัวต้องคาบไฟฉายกระบอกเล็กให้มือว่างไว้ทำงาน “เคยมีช่างแต่งตัวลืมเอาไฟฉายมา”  เดบอราห์ เชอรีทัน ผู้ควบคุมเครื่องแต่งตัวเล่า ช่างเสียงผู้หญิงคนหนึ่งให้ยืมไฟฉายกระบอกโตที่ส่งเสียงสัญญาณเตือนภัยได้ “แบบที่เราใช้ป้องกันตัวเวลาเดินถนนไงคะ” เธอบอก ระหว่างการแสดง ช่างแต่งตัวผู้นี้เผลอไปเปิดสัญญาณขึ้น ตอนนั้นวงดนตรีหยุดบรรเลงพอดี คนดูก็เลยได้ยินเสียงสัญญาณกรีดแหลมกันทั้งโรง

 

            “เร็วเข้า ทางนี้” ผู้จัดการเวทีซึ่งตกใจแทบสิ้นสติรีบตะโกนและเปิดประตูห้องน้ำให้ช่างแต่งตัวโยนไฟฉายเหมือนขว้างระเบิดมือ แล้วกระแทกประตูปิด แต่ไฟฉายยังคงส่งเสียงลั่นจนกระทั่งเธอหาปุ่มปิดสัญญาณได้ในที่สุด

 

           เสียงต่าง ๆ ที่ไม่พึงปรารถนาเคยลอยไปทั่วโรงละคร ผ่านทางไมค์เหน็บของตัวละคร ไมโครโฟนขนาดเท่าเมล็ดถั่วนี้ถูกเสียบไว้ที่วิกผมหรือคาดตรงหน้าผาก มีสายไฟเส้นจิ๋วต่อไปยังกล่องส่งคลื่นวิทยุคาดอยู่ที่เอว มีอยู่ครั้งหนึ่งนักแสดงออกไปหน้าเวทีไม่ทัน แต่แชปิโรไปเปิดสวิตช์เครื่องของเขาตามหน้าที่ ผู้ชมเลยได้ยินเสียงนักแสดงโวยวายอยู่หลังเวทีผ่านลำโพงทั้ง 50 ตัวว่า “โอ๊ยตายแล้ว ผมจะต้องออกฉากแล้ว”

 

            “ไมโครโฟนขนาดจิ๋วนั้นเก็บเสียงได้ทุกเสียง” ลอเนต แม็กคี นักร้องกล่าว เธอต้องระวังเรื่องอาหารการกินอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดเสียงโครกครากในท้องซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนา

 

            ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ แม็กคีผู้เล่นเป็นตัวจูลี มักจะประสบปัญหาไมโครโฟนเสีย โดยเฉพาะตอนกลางเรื่องระหว่างร้องเพลงซาบซึ้งกินใจ ซึ่งเป็นตอนที่เธอนั่งจับเจ่าอยู่บนเวทีหลังถูกคนรักทิ้งไป แม็กคีร้องเพลง “บิล” ซึ่งเป็นเพลงเอกของเธอ เป็นเพราะคลื่นความร้อนจากตัวเธอหรือสายไฟหลุดก็ตามแต่ แชปิโรบอกว่า “วิศวกรฝ่ายเสียงทุกคนกลัวเรื่องแบบนี้มาก” เมื่อไมโครโฟนของตัวละครคนหนึ่งเสีย เขาได้แต่บอกให้วงดนตรีเล่นเบาลงแล้วก็ทนเอา “เมื่อตัวละครออกไปบนเวทีแล้ว เราช่วยอะไรเขาไม่ได้” แชปิโรกล่าว

 

            เนื่องจากเป็นมืออาชีพ แม็กคีรู้โดยไม่ต้องมีใครบอกว่าต้องเดินออกไปที่หน้าเวที ให้เสียงเธอดังไปถึงไมโครโฟนที่พื้นเวที ครั้งหนึ่งตัวละครในฉากที่เล่นเป็นนักเปียโนถอดไมโครโฟนของตนให้เธออย่างสุภาพ คนดูพากันปรบมือเกรียว

 

            ผมและจาคอบส์กลับไปนั่งรวมกับผู้ชม เมื่อละครมาถึงจุดสำคัญตอนจบ โดยย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นซึ่งมีแม่น้ำสายนิรันดร์และเพลงคุ้นหู ตัวละครคำนับเสียงปรบมือที่ดังกึกก้อง

 

            จาคอบส์เขียนข้อสังเกตสุดท้ายลงในสมุดบันทึก “ไม่มีปัญหา การแสดงเยี่ยมมาก”

จากหนังสือ “สรรสาระ” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2541 หน้า 65 - 71