ผ่านมา ๓๘ ปีแล้ว!


ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ผมเรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่ง แผนกช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ หรือที่เรียกกันว่า “เทคนิคตีนดอย” จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงนั้นกำลังแตกเนื้อหนุ่ม ผมเริ่มรู้จักอยากหล่อด้วยพกหวี ใส่น้ำมันใส่ผม (สมัยนั้นเค้าเรียกอย่างนี้จริง ๆ) และอยากอ่านหนังสือปกขาว (อิอิ เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จัก) ผมเริ่มแสวงหากิจกรรมที่จะสร้างปมเด่นให้กับตัวเองด้วยการเล่นดนตรี ทำงานพิเศษด้านช่างไฟฟ้าและควบคุมระบบเสียง

ผมคิดหาวิธีขยายเสียงกีต้าร์ที่เล่นอยู่ด้วยการใช้หูฟังสำหรับวิทยุแร่ให้ทำงานแทนคอนแทคหรือไมโครโฟน โดยเจาะรูที่ก้นกีต้าร์แล้วเอาหูฟังเสียบ (อุ้ย.. ฟังแล้วเสียวไส้!) จากหูฟังผมต่อสายชิลด์ไปเข้าวิทยุยี่ห้อฟิลลิปซึ่งทำหน้าที่แทนเครื่องขยายเสียง(Amplifier)  ปรากฏว่ามันทำงานได้ครับ...

ทุก ๆ ปีในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทางจังหวัดเชียงใหม่จะมีงานประจำปีที่เรียกว่า “งานฤดูหนาว” เค้าจัดกันที่สนามกีฬา ตำบลช้างเผือก จำได้ว่าวันหนึ่งพี่ชายของผมซึ่งร่วมเล่นดนตรีอยู่ในคณะดนตรีพื้นเมือง “อำนวย กลำพัด” ได้มาขอความช่วยเหลือจากผม โดยเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนก่อนหน้านั้น (คืนวันที่ ๓๑ ซึ่งเป็นคืนแรกของงาน) ทางวงดนตรีได้เปิดแสดงบนเวที ปรากฏว่าแทบจะไม่มีคนดูเลย ทั้งนี้เนื่องจากเครื่องดนตรีประเภทสะล้อ ซอ ซึง ซึ่งเป็นเครื่อง Acoustic ล้วน ๆ ต่างไม่สามารถสู้กับเสียงลำโพงจากเวทีและร้านค้าที่อยู่รอบข้างได้ แม้ว่าจะมีไมโครโฟนชัวร์หน้าบานแบบที่คณะลิเกใช้ดูดเสียงตั้งไว้ข้างหน้า แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่ได้จ่อจับอยู่กับเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ผมในฐานะช่างหญ่าย(ขี้โอ่)ก็ต้องช่วยซิครับ...

เค้าให้เงินมาซื้ออุปกรณ์ ๑๐๐ บาท เพื่อซื้อหูฟัง หัวแจ็ค และสายชิลด์  ผมบันทึกไว้ว่าอย่างนี้ครับ... “ช่วงเช้าทำความสะอาดบ้านนอก ขอยืม amp ที่ทักษิณ เวลาบ่ายไปติดตั้งและคุมเครื่องให้อำนวย กลำพัด เพื่อแสดงในตอนกลางคืน ในงานฤดูหนาว.....” “ซื้อหูฟังที่ทิพย์เสถียรและสุจริตพานิช ลุงตาให้ ๑๐๐ จ่ายไป ๔๕.๕๐ บาท”

โอ้โฮ... ซื้ออุปกรณ์สำหรับติดตั้งระบบเสียงสำหรับวงดนตรีพื้นเมืองคณะนั้น เสียเงินแค่สี่สิบห้าบาทกับอีกสองสลึงเอง....

เมื่อสามารถทำคอนแท็คเพื่อนำเสียงซะล้อ ซอ ซึงไปขยายได้แล้ว ปัญหาใหญ่ของผมก็อยู่ที่ว่าจะหาเครื่องขยายเสียงได้ที่ไหน?  ผมรีบไปหาเพื่อนร่วมชั้นที่ชื่อว่า "ทักษิณ ชินวัตร" ที่โรงหนังชินทัศนีย์ ถนนเจริญเมือง เพื่อขอยืมแอมป์กีต้าร์ยี่ห้อ “Fender”  แกก็ใจดี อนุญาตให้ผมเอาไปใช้ได้ (ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้จะยังใจดีหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าผมไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้และก็ไม่เคยคิดจะลง แกอาจจะไม่ใจดีแล้วก็ได้ อิอิ)

จำได้ว่าเย็นวันนั้นผมแบกเจ้าตู้แอมป์เฟนเดอร์ของทักษิณเข้าไปในงาน รู้สึกภูมิใจเป็นบ้าที่ได้ทำหน้าที่คุมเครื่องเสียงอยู่บนเวทีโดยพกคีมไว้ที่กระเป๋าหลังให้คนเห็น (มุ่งเน้นอวดสาว ๆ อิอิ)

ผมยังบันทึกไว้ด้วยว่า
วันจันทร์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๑๐ “ตื่นสายมาก เพราะอดนอน ดีดกีต้าร์แล้วพักผ่อน กินก๋วยเตี๋ยวกับพุทรา ตอนบ่ายไปกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าที่หน้าโรงภาพยนตร์ชินทัศนีย์กับจง ดื่ม coke แล้วกลับบ้าน ซักกางเกงและซ่อมเสื้อ ตอนกลางคืน คุมเครื่อง”

วันอังคารที่ ๓ มกราคม ๒๕๐ “ตื่น ๗.๓๐ น. รีบไปโรงเรียน ไม่ทันเรียกชื่อ แต่ทันชั่วโมงเขียนแบบ เขียนแบบไม่เสร็จ ตอนบ่ายฝึกฝีมือ ทำแท่นมอเตอร์กับวัฒนา ถาวร” "....ตอนกลางคืน คุมเครื่อง Fender ในงานฤดูหนาว”

วันพุธที่ ๔ มกราคม ๒๕๑๐ “ตื่น ๗.๓๐ น. เช่นเคย รีบไปโรงเรียน ทันพอดี ไม่มีป้ายชื่อต้องยืมจากสถิต ตอนเช้าปฏิบัติการไฟฟ้า ทำอุปกรณ์มอเตอร์ อ่านหนังสือ Hifi ของโชติ ตอนบ่ายทำเคมี ภาษาอังกฤษ คณิตและเรขา”
“...ตอนค่ำ ช่วยคุมเครื่อง”

วันพฤหัสที่ ๕ มกราคม ๒๕๑๐ “ตื่น ๗.๓๐ ไปโรงเรียน ไม่ทันขานชื่อชั่วโมงไฟฟ้าเบื้องต้น ขอยืมป้ายชื่ออุดม เอา Radio ให้โชติยืม ตอนบ่ายปฏิบัติการไฟฟ้า ทำมอเตอร์”
“...ตอนค่ำ ช่วยคุมเครื่องไฟ”

ผมอ่านจากบันทึกสั้น ๆ เพียงแค่นี้ ความคิดก็ล่องลอยไปได้ไกลทีเดียว คิดถึงนาย(ก)ทักษิณ เเกเล่นดนตรีหรือร้องเพลงไม่ได้ แต่ที่บ้านกลับมีเครื่องดนตรีดี ๆ หลายอย่าง อาทิ กีต้าร์ Fender พร้อมแอมป์ เบส Hofner แซกโซโฟนยี่ห้อ Selmer ผมเล่นดนตรีและร้องเพลงได้ แต่กลับไม่มีเครื่องดนตรีเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยเล่นกีต้ารโปร่งเก่า ๆ ยี่ห้อ Kimus ของพี่ชาย และก็ได้นายทักษิณนี่แหละที่อนุญาตให้ผมเข้าไปเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าของเค้าได้ถึงในห้องนอนซึ่งอยู่บนชั้นสองของโรงภาพยนตร์ชินทัศนีย์...

ผมนึกถึง สถิต โชติ วัฒนา และอุดม เพื่อนร่วมชั้นที่ผมกล่าวถึง คนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว อีกคนเป็นอาจารย์ใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ (ใกล้จะปลดประจำการแล้ว ตำแหน่งใหญ่เอาการ) อีกคนนึงเคยเจอะเจอที่ลำปางนานมาแล้วในสภาพเมาเหล้า อีกคนที่เหลือ ผมไม่เคยพบหน้าค่าตาเลยนับจากจบการศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ

วันเวลาผ่านไปไม่เคยหยุดรอ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ต่างก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตด้วยกันทั้งนั้น เขาเหล่านั้นไม่ได้เก็บรูปและเอกสารบันทึกความทรงจำเอาไว้ ปีทีแล้วเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าช่าง(หญ่าย)ของ ITV มีภาระกิจต้องผ่านไปทางจังหวัดลำปาง มีโอกาสได้แวะหยุดทักทายผมที่บ้าน ผมเอารูปเก่า ๆ ออกมาให้ดู แกบอกว่าไม่น่าเชื่อที่ผมยังเก็บมันไว้ได้...

แต่ละคนผ่านมา แล้วก็ผ่านไป ไม่มีใครให้ความสนใจ ไม่มีใครเอาเวลาทำมาหากินมานั่งคิดถึงเพื่อนฝูงหรือเก็บภาพเก่า ๆ เอาไว้ คงมีแต่ผมนี่แหละที่นอนจมอยู่กับเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตซึ่งให้ผมได้ทั้งรอยยิ้มและน้ำตา ผมบ้าหรือเปล่าครับ?

รูปที่ผมเล่นกีต้าร์ในงานวันฉลองเทศกาลคริสต์มาสที่โรงเรียนมงฟอร์ต (ธันวาคม ๒๕๐๘)
ในภาพเป็นการเล่นเพลงบรรเลง ถ้าจำไม่ผิดเป็นเพลง "Blue Stars" คนเล่นเบสชื่อเกษมศักดิ์ คนตีกลองชื่อนรินทร์

เราตั้งชื่อวงดนตรีว่า THE HIVES มีโอกาสได้แสดงเพียงสามครั้งเอง คือ
ครั้งแรกที่พุทธสถาน วันลอยกระทง เดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๘
ครั้งที่สองที่โรงเรียน เดือนธันวาคม ๒๐๘ (ดังที่เห็นในภาพ)
ส่วนครั้งที่สามที่วัดกู่คำ วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๐๙
ก่อนที่สมาชิกวงจะจบการศึกษาและแยกย้ายกันไป....

ภาพนี้คือ นักร้องรูปหล่อของเรา "ประสาท" กำลังร้องเพลง "Hippy Hippy Shake" ผมได้บันทึกไว้ในสมุดเงินว่า "เพลงนี้ ผิด key และ solo ผิดท่อน ห่วย!" นายประสาทคนนี้ต่อมาได้กลายเป็นนักดนตรีอาชีพและเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนเอกชน ภายหลังย้ายไปเป็นทหารอยู่ในค่ายกาวิละ จากนั้นก็หายหน้าไป ผมไม่ได้ข่าวคราวนานเกือบยี่สิบปีแล้ว ทุกวันนี้ผมยังอยากเจออีกสักครั้ง...

มือกีต้าร์ซึ่งยืนถัดไป (เห็นไม่ชัด)คือพี่นิเวศน์ พี่เค้าไปช่วยเล่นครับ คนนี้แหละที่เป็นครูดนตรีคนแรกที่สอนให้ผมรู้จักการเล่นกีต้าร์

ภาพนักร้องใส่เสื้อแขนยาว(เห็นไม่ชัด) คือ "อาจ" นักร้องเสียงดีในแนว Elvis กำลังร้องเพลง Your Cheatin' Heart แกเป็นนักร้องที่เสียงดีมาก ๆ มีกีต้าร์อย่างดี 2 ตัว (ความจริงเป็นของคุณพ่อซึ่งเป็นนักดนตรีเก่าอยู่วงดนตรีธนาคารออมสิน) ผมจำได้ว่าตัวนึงยี่ห้อ EKo ทำในอิตาลี อีกตัวคือ Gibson USA ทั้งสองตัวหนักมาก ๆ ไม่เหมาะกับเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างผม....