วิธีฝึกสมาธิเพื่อบำบัดโรค


คำนำ


    จากการที่สำนักฯ (สำนักปฏิบัติธรรมรัตนประทีป วัดดอยเกิ้ง) ได้ทำการอบรมปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลานาน และได้มีการนำเอาการทำสมาธิมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยเอดส์อย่างได้ผล ก็ได้มีผู้ที่ให้ความสนใจเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมาก ทำให้การทำสมาธิแนวนี้เป็นที่แพร่หลายในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ทางสำนักฯ ได้ปรับปรุงแนวการสอนให้ทำสมาธิกันได้ทุกคน โดยวิธีง่าย ๆ จากในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ทุกคนที่เป็นเพื่อนร่วมโลกรับแสงอาทิตย์ดวงเดยวกัน ทกคนไม่ควรปฏิเสธ หลังจากการอ่านแล้ว ควรทดลองหัดทำก่อน แล้วถึงจะปฏิเสธว่าเรื่องที่เขียนมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือไม่เพียงใด เนื้อเรื่องทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนไม่ได้ไปรับความรู้จากความรู้ในโลก เป็นความรู้ที่เกิดจากสมาธิและประสบการณ์ในการทดลองใช้สมาธิของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ได้รับปัญญาจากภาพความจริงแท้ของชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่เสียไป


รตนญาโณ ภิกขุ
๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๗


จากการที่วัดดอยเกิ้ง หรือสำนักปฏิบัติธรรมรัตนประทีป อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทดลองการทำสมาธิโดยการกระตุ้นเชลล์ และสมาธิหมุนให้กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV เป็นจำนวนมาก ทุกคนเมื่อทำสมาธิได้จะมีชีวิตอยู่รอดกันทุกคน จะมีความเป็นอยู่อย่างปกติเหมือนคนปกติทั่วไป จากการทดลองที่ได้ทำและติดตามผล ดูจากผู้ป่วยแล้ว เราสามารถสรุปข้อมูลได้ว่า “โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์นั้น สาเหตุไม่ใช่มาจากการติดเชื้อไวรัส” โดยตรง

โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์) เกิดจากอะไร
สาเหตุเกิดจากมนุษย์ไปทำลายสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของแสงไม่สามารถสะท้อนกลับไปสู่ขอบของโลกได้ ตามธรรมชาติของโลกเมื่อแสงของดวงอาทิตย์ส่องผ่านมายังพื้นผิวโลกแล้ว ก็จะสะท้อนกลับไปสู่ขอบโลก แต่ในสภาพปัจจุบันมนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติ โดยเฉพาะใช้น้ำมันมาก ทำให้เกิดควันไปก่อตัวอยู่ในอากาศ บังแสงพระอาทิตย์ ซึ่งตอนส่องลงมาแสงพระอาทิตย์สามารถส่องทะลุได้ ตอนย้อนกลับจะไปติดที่ควันน้ำมัน บางส่วนก็ทะลุไปได้ บางส่วนก็ย้อนกลับมาสู่พื้นผิวโลก ซึ่งขณะนี้มีเป็นจำนวนมาก ความถี่ของแสงจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนมีค่าเท่ากับศูนย์ แสงนี้ขอบัญญัติชื่อเรียกว่า “แสงเฉื่อย” แสงนี้จะซึมผ่านเช้าไปในเซลล์ต่าง ๆ ของมนุษย์ ทำให้กระตุ้นเซลล์ตามธรรมชาติ (ตัวสืบต่อหรือตัวสันติในภาษาบาลี) ซึ่งตัวนี้จะรักษาตัวของมันเองตามธรรมชาติ มีลักษณะเต้นตึ้บ ๆ ๆ คล้ายตัวชีพจร เมื่อร่างกายเจ็บป่วยหรือมีโรคภัยเกิดขึ้น ตัวนี้จะทำงานถี่เร็วมากจนมันสามารถชนะโรคภัย ปรับร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติได้
แต่ในปัจจุบัน มนุษย์ถูกแสงเฉื่อยเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวกระตุ้นเซลล์ตามธรรมชาติลดแรงกระตุ้นลง เพราะถูกแสงเฉื่อยบังคับเป็นสาเหตุให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์ของเม็ดโลหิตขาวได้ง่าย และโรคภัยชนิดอื่น ๆ ก็เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายเช่นกัน จนกระทั่งทำให้บุคคลผู้นั้นถึงกับเสียชีวิต
วิธีที่เราจะรักษาโรคเอดส์นั้น เราไม่ควรไปกำจัดเชื้อ HIV จะเสียประโยชน์เปล่าเหมือนกับการเป็นหวัด ถ้าร่างกายของเราแข็งแรงก็ไม่เป็นหวัด เราควรปรับสภาพร่างกายให้แข็งแรง โดยใช้สมาธิกระตุ้นช่วยตัวภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติให้ช่วยกันผลักแสงเฉื่อยออกจากร่างกาย เพื่อที่จะให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานของมันได้อย่างปกติ เชื้อไวรัสต่าง ๆ เช่น HIV จะไม่สามารถไปทำลายเซลล์ได้ มันจะถูกผลักออกมาตามทวารต่าง ๆ จนหมดไปในที่สุด โดยต้องใช้เวลาทำสมาธินานพอควร ซึ่งถึงตอนนี้ผู้ป่วยจะไม่สนใจ เพราะสภาพร่างกายของเขาเป็นปกติ จะมีเชื้อ HIV หรือไม่ก็ไม่สำคัญ ความคิดของเขาเหมือนกับเชื้อไวรัสหวัด ซึ่งมีอยู่ในร่างกายของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่กระตุ้นเซลล์ผลักแสงเฉื่อยออกจากร่างกายทุกวัน ร่างกายของเขาก็จะเป็นปกติได้

วิธีทำสมาธิเพื่อรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์) โดยวิธีกระตุ้นเซลล์

ท่านั่ง นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางบนตัก ตัวตั้งตรง อย่าเกร็งเกินไป หลับตาเบา ๆ อย่าบีบนัยน์ตา
ปล่อยวางอารมณ์   ปล่อยวางความรู้สึกนึกคิดที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต ความดี-ความชั่ว บาป-บุญ-คุณ-โทษ ให้คลายความรู้สึกออกไปพร้อมกับลมหายใจออก ความรู้สึกตัวตนที่เรากำลังนั่งอยู่ หรือความวิตกกังวลว่าเราเป็นเอดส์ให้คลายออกไป พร้อมกับลมหายใจออกไปเรื่อย ๆ จนมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นความว่างหรือง่วงนอน
กระตุ้นเซลล์หัวใจ ให้เอาความรู้สึกนึกมาถึงที่ราวนมทั้งสองข้าง โดยแบ่งความรู้สึกให้เท่ากันทั้งสองข้างแล้วนับเลข ๑... ๒... ๓... ๔... ๕... ๖... ๗... ๘ ไปชนที่ราวนมทั้งสองข้างเป็นจังหวะ ๆ เทียบเท่ากับ ๑ วินาที หรือใกล้เคียงหรือเท่ากับชีพจรของเราโดยนับไปเรื่อย ๆ จนนับถึง ๑๐๐ แล้ววนกลับมานับ ๑ ใหม่จนถึง ๑๐๐ ทำกลับไปกลับมาจนกระทั่งเราพอใจกับเวลาที่เรากะไว้แต่แรก เช่น ๑๐ นาที ๒๐ นาที หรือ ๓๐ นาทีก็ได้แล้วแต่จะเหมาะสม ซึ่งตัวเลขที่เอาไปชนใจนั้น ไม่จำเป็นที่จะให้ถูกเสมอไป วัตถุประสงค์เราต้องการให้ความรู้สึกไปกระตุ้นจุด ๒ จุดนี้ ให้เกิดพลังงานเพื่อที่จะผลักแสงเฉื่อยออกมาและออกกำลังให้กับหัวใจ
สำหรับผู้ที่เคยชินในการทำให้ใจสงบ ที่ใจจะเด่นมาก เวลาทำสมาธิกระทุ้ง ๒ จุด ความเคยชินจะเลื่อนมาจุดทางใจมาก เราต้องฝืนให้ไปกระทุ้งทางจุดด้านขวา เพื่อที่จะให้การกระทุ้งจุด ๒ จุดนี้เท่ากัน ถ้ามากไปด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้การหมุนเวียนของโลหิต และลมปราณไม่เสมอกัน เป็นเหตุให้การทรงตัวของร่างกายไม่สมดุ
กระตุ้นกาย ให้เอาความรู้สึกนึกมาตรงข้างสะดือทั้งสองข้าง โดยห่างจากศูนย์กลางสะดือไปทางซ้ายและขวาประมาณ ๑ นิ้ว ให้นับเลขมาชนตรงจุดสองจุดนี้ โดยแบ่งความรู้สึกเสมอกันทั้งสองข้าง นับเลข ๑-๒-๓-๔-๕-๖….๑๐๐ วนกลับไปกลับมา (ทำคล้ายกระตุ้นใจ) วัตถุประสงค์เราต้องการให้ความรู้สึกไปกระตุ้นจุด ๒ จุดนี้ให้เกิดพลังงาน เพื่อที่จะผลักแสงเฉื่อยออกมา และเป็นการออกกำลังให้กับกายด้วย เพราะ ๒ จุดนี้เป็นศูนย์กลางของกายและกระแสลมปราณ ระยะเวลาที่ทำสมาธิกระตุ้นจุดนี้แล้วแต่จะเห็นเหมาะสม
วิธีสำรวจว่าแสงเฉื่อยมีอยู่ในร่างกายหรือไม่
ให้เอาความรู้สึกมาอยู่ที่ตาทั้ง ๒ ข้าง ลืมตาข้างใน (ขณะที่เรากำลังหลับตาอยู่) แล้วดูทุกส่วนของร่างกาย ภาพจะปรากฏที่นัยน์ตา ถ้าร่างกายยังมีแสงเฉื่อยอยู่จะมือและไม่สว่างเท่าที่ควร ถ้ามีมากจะมืดมาก ความเจ็บปวด ความหนักเนื้อหนักตัว ง่วงนอนก็มีมาก ถ้าสว่างความเจ็บปวด ความหนักเนื้อหนักตัว ความง่วงก็ไม่มี แสดงว่าเราสามารถผลักแสงเฉื่อยออกได้แล้ว ถ้ายังมืดอยู่ให้ทำ ดังนี้
วิธีผลักแสงเฉื่อย 
- ให้เริ่มเอาความรู้สึกมานึกที่ตาทั้ง ๒ ข้าง ลักษณะอาการเช่นนี้เป็นความ “ไหว”
- ความรู้สึกหยุดที่ความมืดที่ตาเป็นลักษณะอาการ “นิ่ง”
- ให้เอาความรู้มืด ดันไปสู่ด้านบน กระจายไปในอวกาศเป็นความ “ว่าง”
- ต่อไปให้กำหนดความรู้สึกวนที่ตา เป็นรอบ ๆ ไหว-นิ่ง-ว่าง, ไหว-นิ่ง-ว่าง เราจะมีความรู้สึกว่าถ้าทำนาน ๆ แสงสว่างจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่นัยน์ตา ความเจ็บปวดจะลดลง ขณะที่กำลังทำการหมุนที่ตา อย่าส่งความรู้สึกไปตำแหน่งอื่น ให้อยู่เฉพาะตาเท่านั้น จนเห็นว่ามันสว่างดีแล้วถึงหยุด

วิธีทำสมาธิหมุนขับอารมณ์และของเสียออกจากร่างกาย
หลังจากเราคลายอารมณ์โดยการปล่อยวาง ให้ความรู้สึกหยาบ ๆ คลายออกพร้อมลมหายใจออกแล้ว ถ้าอารมณ์มีไม่มาก ถ้าคลายจะเป็นความว่างหรือเซื่องซม ง่วงนอน หลังจากนี้เราควรกระตุ้นกายที่ท้อง ๒ จุด แต่ถ้าหากคลายอารมณ์แล้วคลายไม่ออก ความเจ็บปวดความคิดมีมาก ให้ใช้สมาธิหมุนคลายออก โดยทำดังต่อไปนี้
- หายใจเข้า ให้เอาความรู้สึกมานึกที่ใจ หายใจออก เอาความรู้สึกไปถูกที่ปวด ทำวนกันเป็นรอบ ๆ ทำไปนาน ๆ เราจะมีความรู้สึกเหมือนกับตัวเราหมุนโยกไปมา เป็นรอบ ๆ วนไปกับลมหายใจเข้าออก
- เมื่อทำไปนาน ๆ เราจะเห็นว่าการหมุนจะหมุนเร็วยิ่งขึ้น จนเรารับลมหายใจเข้าออกไม่ไหว ให้ตัดความรู้สึกลมหายใจเข้าออกทิ้ง เหลือเฉพาะการหมุนก็พอ
- เมื่อทำไปนาน ๆ แรงเหวี่ยงในการหมุนจะไปดันเอาความเจ็บปวด สารพิษที่ตกค้างออกมาจากร่างกาย เป็นเสลด น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ ฯลฯ เราควรบ้วนทิ้งใส่ถุงแล้วนำไปเผาหรือฝัง
- ในขณะเดียวกัน เราอาจมีอารมณ์ เช่น โกรธ คิดมาก ไม่สบายใจ ติดยาเสพย์ติด หรืออื่น ๆ เราสามารถหมุนมันออกจากร่างกายได้โดยทำลักษณะเหมือนกับการหมุนคลายความเจ็บปวดออก แต่เปลี่ยนตำแหน่งที่ติด เช่น ที่ใจ เอาอารมณ์ไม่สบายหรือความอยาก หมุนกับใจวนไปวนมาเป็นรอบ ๆ เหมือนการคลายเกลียวน้อต อารมณ์ต่าง ๆ ความอยากจะไหลออก อาจจะมีอาการ ร้องไห้ หัวเราะ แสดงท่าทางอื่น ๆ เช่น ดุด่า เราไม่ต้องตกใจ แสดงว่าเราสามารถทำสมาธิหมุนผลักดันอารมณ์ออกจากร่างกายได้แล้ว
- ในทำนองเดียวกัน เราสามารถหมุนความคิดจากสมองมาวนรอบกับใจ สามารถทำให้ความคิดออกจากสมองเราได้ โดยทำลักษณะการเหมือนกับหมุนความเจ็บปวดและอารมณ์ออก ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เราติดอยู่ เราสามารถหมุนออกมาได้ทุกอย่าง
- หลังจากที่เราคลายอารมณ์ออกจากใจ กาย ได้แล้ว เราควรออกกำลังให้กับกายและใจ โดยการทำสมาธิกระตุ้นเซลล์ตามปกติ ดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นในหมวดการทำสมาธิเพื่อรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตามสมควรแก่เวลาที่เรากำหนดไว้

ระยะเวลาการทำสมาธิ
ให้ทำสมาธิทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๑ ครั้ง ก่อนนอนหรือจะเพิ่มตื่นนอนอีก ๑ ครั้ง เพราะแสงเฉื่อยเข้าสู่ร่างกายของเราทุกวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ระยะเวลาจะทำนานหรือไม่นานนั้น สังเกตได้จากว่าสามารถผลักแสงออกจากร่างกายได้หมดหรือไม่ ถ้ามันมืดอยู่ ก็ต้องผลักออกไปจนหมด ระยะเวลาคงนาน ถ้ามันสว่างดีแล้ว ไม่ต้องทำนาน ร่างกายก็เป็นปกติดี

ตัวอย่างระยะเวลาทำสมาธิ
สำหรับผู้มีเวลา ๑๕, ๓๐, ๔๕, ๖๐ นาทีตามลำดับ
กระตุ้นใจ ๕, ๑๐, ๑๕, ๒๐
กระตุ้นกาย ๕, ๑๐, ๑๕, ๒๐
ผลักแสง ๕, ๑๐, ๑๕, ๒๐

ตามตารางนี้ เราอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แล้วแต่ความเหมาะสมตามเวลา และโอกาสที่จะอำนวยให้เราสามารถทำสมาธิได้ทุกเวลาทุกขณะที่เราเดิน ยืน นั่ง นอน จะหลับตาหรือลืมตาก็ทำได้

ข้อปลีกย่อยในการทำสมาธิ
๑. ถ้าง่วงนอนเซื่องซึม ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการคลายอารมณ์และกระตุ้นใจ ให้กระตุ้นกายได้เลย(ตรงข้างสะดือ ๒ ข้าง) ถ้าร่างกายรับสะสมแสงเฉื่อยไว้มาก มันจะกระตุ้นออกมาทำให้ร่างกายคันไปทั่ว
๒. ทำสมาธิได้กับบุคคลทุกชั้น วรรณะ ทุกชาติและภาษา ต่างศาสนาก็สามารถทำได้
๓. ไม่เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา บุคคลมีทุกข์ แสวงหาซึ่งความพ้นทุกข์ ทุกคนจะพึงได้พ้นทุกข์นั้น
๔. ทุกคนสามารถทำสมาธิกระตุ้นเซลล์และทำสมาธิหมุนได้ ไม่เสียหายต่อสุขภาพและร่างกายแต่อย่างใด ไม่จำเพาะเจาะจงสำหรับโรคเอดส์เท่านั้น โรคอื่น ๆ สามารถบรรเทาลงได้ และคนที่ไม่ป่วยเป็นโรคก็สามารถทำได้เช่นกัน
๕. สมาธิทั้ง ๒ วิธีนี้ เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในปัจจุบันนี้มาก เพราะมันสามารถขับแสงเฉื่อยและสารพิษตกค้างออกมาได้ ซึ่งในขณะนี้ปริมาณสารพิษ สารตกค้าง บางพื้นที่มีมากจนไม่สามารถจะแก้ไขได้แล้ว
๖. เป็นวิธีการรักษาโรคภูมิแพ้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้ยารักษา

อุปสรรคในการทำสมาธิกระตุ้นเซลล์และสมาธิหมุน
๑. ถ้าคนมีอาการเจ็บป่วยมาก รับแสงเฉื่อยสะสมไว้มาก จะทำให้ทำสมาธิไม่ค่อยได้ และเวลานั่งจะเจ็บปวดและง่วงนอน ถ้าล้มตัวลงนอนก็จะหลับไป ซึ่งเป็นนิสัยเคยชินสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคนี้ เราต้องฝืนทำสมาธิ ถ้ารู้สึกหดหู่ ไม่แจ่มใส ก็ใช้สมาธิกระตุ้นใจ ถ้าทานข้าวไม่ได้ อ่อนแอ ก็กระตุ้นกายซึ่งฐานของมันอยู่ตรงห่างสะดือไปทางซ้ายและขวาประมาณข้างละนิ้ว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วเบื้องต้น
๒. ไม่แน่ใจว่า การทำสมาธิด้วยวิธีนี้จะหายจากโรค และไม่อยากทำ มีความต้องการอยากหายเท่านั้น ไม่มีศรัทธาในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา บุคคลดังกล่าวจะทำสมาธิขับแสงเฉื่อยไม่ได้
๓. ชอบนอนทำสมาธิ ซึ่งจะเป็นต้นเหตุของการหลับ จะทำให้แสงเฉื่อยเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย โดยเฉพาะตอนกลางวันไม่สมควรนอนหลับเป็นอย่างยิ่ง อาการของโรคจะทรุดลงไปเรื่อย ๆ ถ้าบังคับไม่ให้หลับและสามารถนอนทำสมาธิได้ก็ไม่เป็นไร แต่มีน้อยคนที่จะทำได้
๔. ชอบคิดในขณะทำสมาธิ จะทำให้พลังในร่างกายลดลง เพราะนำไปใช้กับความคิด ทำให้ง่วงนอน เซื่องซึม เมื่อเกิดความคิดขึ้น เราควรเอาความรู้สึกคิดที่สมองมาหมุนกับใจเป็นรอบ ๆ เพื่อที่จะคลายอารมณ์ที่คิดออกไป แล้วทำวิธีกระตุ้นเซลล์ต่อไป
๕. การทำสมาธิทั้ง ๒ วิธีนี้ บุคคลที่มีสามีภรรยาแล้วและมีเลือดบวก HIV ควรหัดทำสมาธิพร้อม ๆ กันทั้งสองคน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้หัดทำ ผลการปฏิบัติจะขัดแย้งกัน ทำให้เป็นอุปสรรคในการทำสมาธิ โรคจะหายช้าลง
๖. ไม่แน่ใจว่าโรคเอดส์นั้น เกิดจากพลังแสงเฉื่อย เข้าใจว่าเกิดจากเลือดบวกอย่างเดียว มีความคิดอยากให้เลือดเป็นลบ วิตกว่าตัวเองจะหายจากโรคเมื่อไหร่และไม่อยากทำสมาธิ เพราะต้องทำทุกวัน เพื่อที่จะให้แสงเฉื่อยออก มีความเข้าใจว่า ถ้าเลือดเป็นลบแล้วจะหยุดทำ ขอให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหมดทั้งโลก เพราะว่าได้รับแสงเฉื่อยเหมือนกัน แต่เขาไม่มีเชื้อ HIV ชีวิตเขาก็ถดถอยเหมือนกัน คนปัจจุบันอายุไม่ถึง ๑๐๐ ปีแล้ว
๗. ไม่ยอมปล่อยวางว่ามนุษย์ทุกคนในโลกต้องตาย จะตายช้าตายเร็วนั้น แล้วแต่อายุขัยกฎแห่งกรรมที่ทำมา มีความคิดว่าถ้าโรคไม่หายจะฆ่าตัวตาย ซึ่งจะเป็นอุปสรรคทำให้ทำสมาธิไม่ได้ เพราะจิตใจของเขาโหดเหี้ยม แม้แต่ตัวเองยังต้องฆ่า จิตใจเขาไม่สงบ เขาหารู้ไม่ว่าการตายนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ในเมื่อคนนั้นยังมีกิเลสอยู่ เขาต้องรับชดใช้กรรม เกิดมาชาติใดเขาก็จะฆ่าตัวเองตาย เมื่อถึงเวลานั้น ๆ จนกว่าจะหมดกรรมประมาณ ๔๐๐–๕๐๐ ชาติ
๘. เมื่อทำสมาธิทั้ง ๒ วิธี ดังกล่าวมาแล้วเบื้องต้น อาการแทรกซ้อนของโรคเกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการทำสมาธิ กลัวจะเป็นมากจึงเลิกทำ แล้วหายามาทาน จะทำให้โรคไม่หาย ทางที่ดีเราต้องรีบทำสมาธิ และมีความมั่นใจว่าตัวเราต้องหาย เพราะคนอื่นเขาทำมาแล้วและหาย มีอาการเหมือนที่เรากำลังเป็นอยู่ ไม่ต้องอายว่าผื่นขึ้นมาก คนอื่นจะรู้ว่าเราเป็นเอดส์ แล้วงดทำสมาธิ จะทำให้โรคไม่หาย
๙. อาชีพ หน้าที่การงานไม่สุจริต ละเมิดศีล ๕ เป็นประจำ จะทำให้จิตใจกระวนกระวายร้อนรุ่ม ทำสมาธิไม่ค่อยได้ แล้วเลิกทำ อาการของโรคจะไม่หาย
๑๐. เห็นแก่ปากท้อง กินของดิบ ๆ สุก ๆ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ดิบ ห้ามทานเด็ดขาด จะทำให้เชื้อ HIV กำเริบ ทำลายเซลล์ได้มากยิ่งขึ้นและจะทำสมาธิไม่ได้ผล เพราะเรามีจิตใจไม่อ่อนโยน ขาดความเมตตา ซึ่งตัวเมตตานี้แหละจะเป็นตัวสะสมทำให้เรามีชีวิตยืนยาว
๑๑. ไม่ละนิสัยที่เคยผิดศีลข้อ ๓ มีความต้องการทางเพศสูง เห็นว่าอารมณ์ทางกามเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตมนุษย์ ไปแพร่เชื้อให้กับคนอื่นอีก จะทำสมาธิไม่ได้ อาการของโรคก็จะกำเริบขึ้นมาอีก

อาการปรากฏทางกายหลังจากทำสมาธิแล้ว
ถ้ามีอาการต่าง ๆ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ ห้ามทานยารักษา เพราะว่าสมาธิกำลังขับแสงได้แล้ว
๑. เกิดคันและเป็นผื่นขึ้นตามตัวเหมือนคนเป็นโรคภูมิแพ้ แสดงว่าเราสามารถกระตุ้นเซลล์ขับแสงออกจากร่างกายได้แล้ว จะทำให้เรารู้สึกปลอดโปร่งแข็งแรงขึ้น
๒. เป็นฝีหรือเป็นตุ่ม เม็ดใหญ่ ๆ มีหัวสีดำขึ้นตามตัว เมื่อแตกจะมีน้ำหนองไหลเยิ้ม บางทีจะมีเลือดจาง ๆ ออกมาด้วย อย่าตกใจมันจะหยุดหายไปเอง ห้ามกินยารักษา 
๓. ร้อนตามร่างกายทั่วไป มีความรู้สึกเหมือนมีแสงความร้อนออกจากร่างกาย บางทีมีอาการไข้ ตัวร้อน โดยเฉพาะตอนกลางคืน อย่าตกใจแล้วรีบทานยา ฤทธิ์ยาจะไปบังคับไม่ให้จิตกระตุ้นแสงออกมา ทำให้หายจากโรคช้า ควรรีบทำสมาธิบ่อย ๆ เมื่อมีอาการแทรกซ้อน
๔. วิงเวียนศีรษะอยากอาเจียน ควรอาเจียนออกมาใส่ถุงพลาสติก แล้วนำไปเผาหรือฝัง
๕. อาเจียนออกมาเป็นเลือดเหมือนกับน้ำล้างเนื้อ ไม่ต้องตกใจ อาการอักเสบในร่างกายถูกขับสมาธิออกมาได้แล้ว จะทำให้ตัวเราโล่งเบา
๖. มีอสุจิไหลออกมาระหว่างนอนหลับ หรือขณะที่กระตุ้นเซลล์
๗. มีน้ำหนองไหลออกจากหูหรือจมูก ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นผลมาจากการกระตุ้นเซลล์ขับน้ำเหลืองที่เสียออกจากร่างกาย ทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่โตตามที่ต่าง ๆ ในร่างกายยุบลงไป
๘. มีผื่นขึ้นเป็นตุ่มในลำคอ ทานข้าวเข้าไปจะรู้สึกเจ็บระคายเคือง ควรรับประทานอาหารเบา ๆ อ่อน ๆ หรืออาจจะใช้เกลือแร่เข้าช่วย หรือนำอาหารเข้าทางสายยาง เพราะจะต้องทำสมาธิกระตุ้นจนผื่นยุบลงไป ถึงจะทานข้าวได้เป็นปกติ อาจต้องใช้เวลาหลายวัน
๙. ท้องเดินประมาณ ๓ - ๗ วัน ไม่ต้องตกใจ สมาธิกำลังขับอาหารตกค้าง สารพิษออกจากร่างกาย ไม่ต้องทานยา จะหายไปเอง เมื่อสารพิษอาหารตกค้างหมดแล้วจะทานข้าวได้เป็นปกติ
๑๐. ลิ้นขาวเป็นฝ้า เป็นเพราะในร่างกายสะสมความร้อนมาก จะดันออกมาทางลิ้น เกิดเชื้อราขึ้น ผู้ทำสมาธิไม่ต้องตกใจ มันจะเป็นระยะหนึ่งก็จะหายไปเอง ถ้ามันอักเสบมากทานข้าวไม่ได้ เราอาจใช้ยาอ่อน ๆ ป้ายลิ้น เพื่อที่จะทำให้กินข้าวได้ ถ้าสมาธิขับแสงเฉื่อยออกหมดแล้ว จะหายไปเอง อาการลิ้นเป็นฝ้านี้หายช้ามาก
๑๑. อาการอื่น ๆ ถ้ามีหลังจากการทำสมาธิแล้ว ไม่ต้องตกใจ ให้รีบทำไปเรื่อย ๆ อาการที่ปรากฏจะหายไปเอง ใช้เวลาบางทีนานเป็นเดือน ๆ จนกว่าแรงขับสมาธิจะดันแสงสารพิษออกมาได้หมด ผู้ป่วยต้องเพียรพยายามทำสมาธิ เพื่อที่จะให้ร่างกายของเราอยู่รอด นึกถึง ศีล ทาน บารมี และพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเสมอ ร่างกายจะหายเร็วยิ่งขึ้น
๑๒. ผู้ป่วยเมื่อทำสมาธิแล้ว รู้สึกว่าตัวเองหายเป็นปกติแล้วประมาทไม่ขยันทำทุกวัน อาการแทรกซ้อนของโรคที่เคยเป็นมาก่อนจะเกิดขึ้นอีก เมื่อร่างกายอ่อนแอ จะเข้าใจว่าทำสมาธิไม่หายจริงนั้น เป็นการเข้าใจผิด เพราะอาการแทรกซ้อนของโรคที่แสดงออกนั้น เป็นอาการของภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ผลักแสงเฉื่อยออกมา ซึ่งคนธรรมดาทั่วไป หรือผู้ที่ไม่ติดเชื้อก็มีอาการเป็นเช่นนี้ เราควรทำสมาธิช่วยภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติขับแสงเฉื่อยทุกวัน อย่าเกียจคร้าน ไม่ให้แสงเฉื่อยสะสม เพราะแสงเฉื่อยนี้เข้าตัวเราทุกวัน ไม่เลือกชั้น วรรณะ ตัวบุคคล คนที่เป็นเอดส์หรือไม่เป็นก็มีสิทธิ์รับแสงเฉื่อยอันนี้เช่นกัน
๑๓. อาการแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ยังไม่ได้ทำสมาธิกับอาการแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่ทำสมาธิขับแสงเฉื่อยออกมามีลักษณะเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ผู้ทำสมาธิแทรกซ้อนจะหายเร็ว ผู้ที่ไม่ทำสมาธิจะหายช้าจนกระทั่งเสียชีวิตกับอาการแทรกซ้อนนั้น ๆ

ข้อเตือนใจสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์หลังจากทำสมาธิแล้ว
๑. พึงระลึกเสมอว่า ชีวิตเรารอดมานั้น เพราะพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เราควรนับถือไว้ตลอดชีวิต ควรมีทาน ศีล ภาวนา เมตตา ทุกวัน ชีวิตเราจะยืนนานยิ่ง ๆ ขึ้นไป การทำสมาธินั้นจะมีปัญญา มีดวงตาเห็นธรรมะและได้มรรคผล นิพพาน อันเป็นที่สุดของกองทุกข์ทั้งปวง
๒. ไม่มีความคิดที่จะแพร่เชื้อของตนให้กับผู้อื่น อย่าประมาทว่าตัวเองหาย เพราะมาทำสมาธิแล้วอาการดีขึ้น คงหายจากโรค แล้วไปแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นคงไม่เป็นไร เป็นการเข้าใจผิด เชื้อ HIV นั้นเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะถูกผลักออกจากร่างกายต้องใช้เวลาช้านานมาก
๓. ควรทำสมาธิทุกวันก่อนนอน ๑ ครั้ง เพราะจะช่วยขับแสงเฉื่อยที่เราไปรับตอนกลางวัน และตื่นนอนอีกหนึ่งครั้ง เพราะจะช่วยผลักแสงเฉื่อยที่เราได้รับตอนกลางคืนระหว่างเรากำลังนอนหลับ ถ้าผู้มีเวลาว่างและโอกาส สามารถทำได้วันละหลาย ๆ ครั้ง ทั้งกลางวัน กลางคืน จะนั่ง เดิน นอน หลับตา ลืมตาก็ทำได้ ระยะเวลาจะช้าหรือเร็วนั้น แล้วแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย (ดูตารางระยะเวลาทำสมาธิ)
๔. ควรสร้างสิ่งกุศล ความดี และมีความเมตตาให้เกิดขึ้นในจิตเสมอ จะทำให้สุขภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรง ผ่องใส ติดตามมาด้วย
๕. ชีวิตรอดตายด้วยกันทุกคน จะตายช้าตายเร็วนั้น แล้วแต่กฎแห่งกรรม เมื่อมีชีวิตอยู่ ให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
๖. ควรหัดขจัดกิเลส โลภ โกรธ หลง ออกจากร่างกายและจิตใจ ด้วยการทำสมาธิหมุน และปล่อยวางเป็นปัจจุบันขณะ เมื่อไปกระทบกิเลส มองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนถาวร เกิดขึ้นระยะหนึ่งแล้วดับสลายไป ไม่มีตัวเราของเราที่ไหนไปรับสุขทุกข์ ควรปล่อยให้จิตใจเป็นอิสระ ไม่หลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
๗. ควรปล่อยวางอดีตที่ผ่านมา ทั้งความสุขและความทุกข์ อดีตเปรียบเหมือนแก้วน้ำที่แตกแล้ว ไม่สามารถที่จะต่อเอาประสานใช้งานได้ดี ถึงจะสามารถต่อได้ก็ใช้การไม่ได้ ดีไม่ดีอาจจะบาดมือผู้ต่อ ซึ่งจะเสียผลประโยชน์เปล่า ควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตจะเกิดผลดีของมันเอง
๘. ถ้าต้องการให้หายจากอาการแทรกซ้อนของโรคและผลของเลือดลบโดยสิ้นเชิง ให้ตัดกามระคะให้ได้ คือไม่ให้ยินดีทางกาม เช่น เมื่อกระทบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่ายินดี ยินร้าย เพราะว่าการที่เรามีความรู้สึกทางกามอยู่ ถอนอนุสัยไม่ได้ เท่ากับสะสมไฟไว้ในตัว เมื่อไปกระทบไฟข้างนอกที่มาทางตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว จะยิ่งถูกสะสมมากยิ่งขึ้น แสงเฉื่อยจะถูกดูดเข้าไปในร่างกายได้ในขณะที่เราต้องการทางกามและขณะเสพกาม ยิ่งจิตเราวุ่นเรื่องกามรมณ์เพียงนึกคิดมากเท่าใด ก็เท่ากับเราปล่อยโอกาสให้แสงเฉื่อยเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีเราควรตัดกามระคะเสีย ก็จะหายจากโรคโดยสิ้นเชิง เพราะแสงเฉื่อยจะผ่านร่างกายได้ตลอดถ้าจิตไม่ติดความคิดทางกาม ถ้าเราติดกามราคะอยู่จะต้องกระตุ้นเซลล์ทุกวัน
๙. เราไม่ควรคิดว่า เรามีปมด้อย ว่าเราเป็นเอดส์อยู่กับสังคมเขาไม่ได้ เราควรมีเมตตากับคนอื่นที่รังเกียจเรา จะได้เห็นสภาพจริงว่ามนุษย์ทุกคนรักตัวกลัวตาย ซึ่งเมื่อก่อนเราก็เหมือนกับเขา เราควรอภัยให้แก่ทุกคนที่ไม่รู้จริงและไม่มีที่พึ่งทางจิตใจ เราควรขอบคุณเอดส์ ที่ทำให้เราได้เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาและชีวิต

วิธีทำให้อายุยืนยาว
ในร่างกายของคนเรามีกระแสพลังอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า กระแสลมปราณ จะหมุนเวียนไหลผ่านตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อที่จะให้ร่างกายคู้เหยียดไปได้สบาย ในสภาวะปัจจุบันมนุษย์ได้สะสมสารพิษตกค้าง รังสีแสงเฉื่อยตกค้างไว้ในร่างกายมาก ทำให้กระแสลมปราณในร่างกายเดินไม่สะดวก ผลที่ตามมาคือคนจะเป็นโรคมะเร็ง เส้นเลือดอุดตัน หัวใจล้มเหลว ภูมิคุ้มกันโรคบกพร่อง ฯลฯ
วิธีการแก้ไขโรคเหล่านี้ เราจะต้องใช้วิธีทางสมาธิ เช่น กระตุ้นเซลล์ และวิธีหมุนหรือไม่ก็วิธีกระตุ้นจุด ๑๐ จุด ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้



- ให้เอาความรู้สึกมาอยู่ที่จุด ๒ จุด ห่างจากศูนย์กลางสะดือไปทางซ้ายและขวาห่าง ๑ นิ้วลึกเข้าไปข้างใน ให้นับเลข ๑-๒-๓-๔-๕-๖ ไปชนจุดนี้เป็นจังหวะ ๆ จนทำให้จุดนี้ร้อน ผลักสารพิษ สารตกค้าง หาวเรอออกมา ทำจนกระทั่งเบา การนับเลขจนถึง ๑๐๐ แล้วกลับมานับ ๑ ใหม่เป็นรอบ ๆ
- ให้เลื่อนความรู้สึกมาอยู่ที่สะบักเอว ๒ ข้าง ห่างจากไขสันหลังไปทางซ้ายและขวาประมาณ ๑ นิ้ว ลึกเข้าไปด้านใน นับเลข ๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗….๑๐๐ ไปชนตรงจุดนั้น วนไปวนมาเป็นรอบ ๆ คือเมื่อนับถึง ๑๐๐ ก็วนกลับมานับ ๑ ใหม่ ชนตรงบริเวณ ๒ จุดนั้น ทำจนขาทั้ง ๒ ข้างเบา
- ให้เลื่อนความรู้สึกไปที่สะบักไหล่ ๒ ข้าง ลึกเข้าไปด้านใน นับเลข ๑-๒-๓-๔-๕-๖ …๑๐๐ ไปชนตรงบริเวณนั้น ทำไปเรื่อย ๆ จนร่างกายเบา เกิดแสงสว่างไปทั่วตัว
- ให้เลื่อนความรู้สึกไปที่ศีรษะตรงจุด ๒ จุด ตรงโหนกศีรษะ ๒ ข้าง ลึกเข้าไปข้างใน นับเลข ๑-๒-๓-๔-๕ … ๑๐๐ ชนวนไปวนมาจนทำให้ศีรษะของเราสว่าง
- ให้เลื่อนมาที่จุด ๒ จุด ตรงราวนม ๒ ข้าง ลึกเข้าไปด้าน นับเลข ๑-๒-๓-๔-๕ … ๑๐๐ ไปชนจุด ๒ จุดนี้ เมื่อนับเลขถึง ๑๐๐ แล้ว ก็มานับหนึ่งใหม่ ตัวเลขไม่สำคัญ เราต้องการให้ความรู้สึกไปกระทุ้งจุดต่าง ๆ ดังกล่าว จะทำให้โล่งอก เบาสบาย
- เมื่อเรากระตุ้นมาถึงจุดสุดท้าย คือตรงราวนม ๒ ข้าง จะรู้สึกว่าตัวเบาไปทั่วตัว ความรู้สึกตัวตนหายไปเหลือแต่กระแสลมปราณที่ไหลเข้าไปทางจมูก ๒ ข้าง ไหลวนขึ้นไป ลงผ่านจุด ๑๐ จุด ดังที่กล่าวมาเบื้องต้น ไม่ข้องติดจุดใดจุดหนึ่ง แสดงว่าเราทำกระแสลมปราณให้ไหลเวียนสมบูรณ์ตามธรรมชาติได้แล้ว ถ้าบุคคลสามารถทำได้ทุกวันจะทำให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ อายุยืนยาว โรคภัยไม่เบียดเบียน
อนึ่ง ถ้าเราหยุดทำการกระตุ้น กระแสลมปราณติดขัดตรงจุดใดจุดหนึ่งใน ๑๐ จุดนี้ ให้เรากระตุ้นตรงจุดที่ติด จนถึงกับที่โล่งทั้ง ๑๐ จุด ถึงจะทำให้กระแสลมปราณไหลเวียนเป็นปกติ


จากหนังสือ "วิธีฝึกสมาธิ เพื่อบำบัดโรค"   

วัดดอยเกิ้ง (สำนักปฏิบัติธรรมรัตนประทีป) อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๕๘๑๑๐
โทร ๐ ๕๓๖๘ ๑๕๓๕ โทรสาร ๐ ๕๓๖๘ ๑๕๓๔