ปั่นจักรยานท่องโลก  คุณก็ทำได้

 

        วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2528 สก๊อต สมิธ หนุ่มชาวอังกฤษวัย 29 ปี ได้เริ่มต้นการปั่นจักรยานผ่านยุโรปมุ่งหน้ามายังทวีปเอเซีย โดยมีเป้าหมายที่จะหาทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กในโครงการรณรงค์ต่อต้านโรคไขสันหลังอักเสบหรือที่เรียกกันว่าโปลิโอ เขาทำระยะทางได้ประมาณ 13,000 กิโลเมตร ก่อนที่จะเข้าถึงเมืองไทยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2530  เมื่อครั้งเป็นเด็ก สก๊อตพิการ ไม่สามารถจะเดินได้เพราะโรคเท้าช้าง พ่อแม่ต้องพาเขาอพยพจากแคนนาดาไปอยู่ประเทศอังกฤษ เพื่อให้สก๊อตได้เข้ารับการรักษาที่ดีกว่าในโรงพยาบาลเป็นเวลาถึงหนึ่งปี ช่างเหมือนปาฏิหาริย์ เมื่อปรากฏว่าเขาหายเป็นปกติ ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงตั้งใจว่าเมื่อโตขึ้น เขาจะต้องหาทางช่วยเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเขาให้ได้ และแล้วความฝันของเขาก็เป็นจริงขึ้นมา  สก๊อตกล่าวว่า "โรคโปลิโอเป็นโรคที่รักษาได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ทุกวันนี้เด็ก ๆ ในประเทศด้อยพัฒนากำลังเผชิญกับภาวะอาหารขาดแคลน ข้าวยากหมากแพง และความแห้งแล้ง ผมอยากจะช่วยเขาเหล่านั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" สก๊อตเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการเดินทางของเขาว่า "จากลอนดอน ผมปั่นจักรยานเข้าฝรั่งเศส เบลเยี่ยม สักแซมเบิร์ก เยอรมันตะวันตก ออสเตรีย ฮังการี ยูโกสลาเวีย บัลกาเรีย กรีซ ตุรกี อิหร่าน จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย อาบูดาบี ดูไบ จากนั้นจึงนั่งเรือมายังปากีสถาน แลัวขี่จักรยานต่อเข้าอินเดีย บังคลาเทศ และมาถึงเมืองไทย"   แม้ว่าก่อนหน้าการเดินทางครั้งนี้ สก็อตได้อุ่นเครื่องมาก่อนแล้วด้วยการปั่นรอบ ๆ ยุโรปตะวันตก แต่เขาก็ยังขาดประสบการณ์ในการเดินทางไกลอย่างเช่นครั้งนี้ เขาเล่าว่า "ผมคิดผิดที่เอาข้าวของมาด้วยมากเกินไป ทั้งเสื้อผ้า หนังสือ เครื่องครัวพวกกระทะและเตา ทั้งผ้าห่มผืนใหญ่ ถุงนอน และยา ตอนหลังผมให้เขาไปหมด เหลือแค่เสื้อยืด 4 ตัว กางเกงขาสั้น 2 ตัว และพวกเอกสารเท่านั้นที่มีมากหน่อย" สำหรับคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่พัก เขาตอบว่า "ผมนอนในป่า เกสท์เฮาส์ ตามบ้านคนท้องถิ่น ทำให้ได้ประสบการณ์มากมาย"  คุณสมิธเล่าถึงประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงว่า "ในยูโกสลาเวีย ซึ่งเป็นประเทศที่สวยงามแต่หนาวจัด ผมได้เรียนรู้ถึงวิธีการสร้างกระท่อมน้ำแข็ง (igloo) แบบที่พวกแอซคีโมเค้าอยู่กัน ช่วงจากดูไบไปการาจี ผมมีตั๋วเครื่องบิน แต่ผมก็เลือกที่จะเดินทางด้วยเรือสินค้าแบบโบราณที่มีชื่อเรียกว่า 'dhow' ทีแรกเค้าก็ไม่ยอมให้ผมลงเรือด้วย เพราะว่าช่วงนั้นมีสงครามระหว่างอิรักกับอิหร่านพอดี  อันตรายมากเพราะมีการยิงกันหนักในแถบอ่าว แต่พอกัปตันรู้ว่าผมเดินทางมาแบบนี้เพื่อช่วยหาทุนให้เด็ก ๆ ก็เลยยอมอนุโลมให้อาศัยมา ผมต้องนอนบนดาดฟ้าเรือ มีท้องฟ้าเป็นหลังคา กินแต่ปลาวันละสามมื้อ ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้สักคน แต่ก็ไปกันได้ดี …………."

 เรียบเรียงจาก "Round-the-world cycling for children"  เขียนโดย Siriporn Srethapramote หนังสือ Student Weekly

 

               

       ลุง หลุยส์ กรีน ชาวอังกฤษวัย 60 คนนี้ก็ไม่ยอมแพ้หนุ่ม ๆ เหมือนกัน แกปั่นจักรยานคนเดียวท่องโลกอย่างที่เห็นในภาพนี่แหละครับ น่าเสียดายที่เป็นภาพขาวดำเก่า ๆ ทำให้ไม่สามารถเห็นในรายละเอียด แต่ก็พอจะเห็นว่าเป็นตาแก่หนวดขาว สรวมเสื้อยืดบอกว่า “ I’M CYCLING ROUND THE WORLD” กำลังปั่นจักรยานอย่างใจเย็น ดูท่าทางแกก็ง่าย ๆ ดีนะครับ ไม่รีบร้อนทำเวลา เหมือนที่แกบอกว่า “ปั่นจักรยานท่องโลกไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน หรือการทดสอบความแข็งแกร่ง ถ้าผมเจออะไรที่มันน่าสนใจ ผมก็จะหยุดดู บ่อยไป..ที่ผมแวะขี่ลงข้างทาง เพื่อจะดูว่ามันไปถึงไหนกัน่”
จากจุดเริ่มต้นที่อัมสเตอร์ดัม  ลุงหลุยส์ปั่นจักรยานลงทางใต้ แวะฟังดนตรีคลาสสิก เที่ยวหอศิลป์ ชมธรรมชาติ นอนดูดาว เดินทางไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน   (แหม…ช่างน่าอิจฉาจัง...)
แต่พอถึงบาซีโลน่า ก็เจอดีเข้าจนได้  แกโดนกลุ่มคนร้ายใช้มีดจี้เอาข้าวของไปเกือบหมด (ดีนะที่มันไม่ได้เอาจักรยานไปด้วย) แกต้อวขี่กลับเข้าฝรั่งเศส นั่งเรือเอาจักรยานไปปั่นเที่ยวบนเกาะคอร์สิก้าและซาดีเนีย (อยู่ระหว่างยุโรปกับอาฟริกา) เที่ยวไปอย่างมีความสุข  จน…ก่อนที่จะออกจากที่นั่นเพียงแค่สองวัน ก็เจอทุกข์เข้าอย่างจัง เมื่อโดนจักรยานยนต์ชนอัดเข้าที่เท้าข้างขวา  ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดและรักษาตัวอยู่หลายอาทิตย์ เมื่อถามหมอถึงโอกาสที่จะกลับไปปั่นจักรยานได้อีกหรือไม่ หมอต่างก็ไม่แน่ใจและให้ความเห็นว่าลุงแกอาจต้องใช้ไม้เท้าไปตลอดชีวิต (แหม….ถ้าเจออย่างลุงแก ผมคงหมดความหวังที่จะปั่นต่อไปแล้วนิ)
ผ่านไป 3 เดือน พอเอาเฝือกออก แกก็ควบจักรยานต่อเลย ทั้ง ๆ ที่เวลาเดินยังต้องอาศัยไม้เท้าช่วยอยู่ แกรู้สึกว่าปั่นจักรยานยังจะง่ายกว่าการเดินเสียอีก   หลังจากที่อยู่โรงพยาบาลเสียนาน ลุงหลุยส์ไม่รอช้าที่จะข้ามไปปั่นจักรยานเที่ยวบนหมู่เกาะเอโอเลี่ยนซึ่งอุดมไปด้วยภูเขาไฟและน้ำพุร้อน
จากนั้นก็โบกมืออำลายุโรป นั่งเรือไปทูนีซ ปั่นต่อไปจนถึงอัลจีเออส์ เพื่อเริ่มต้นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การปั่นข้ามทะเลทรายซาฮาร่า 
คนแก่อายุ 60 ปั่นจักรยานคนเดียวข้ามทะเลทรายซึ่งเราเคยเรียนรู้กันว่าโหดที่สุด ด้วยระยะทางเป็นพัน ๆ กิโลเมตร บนถนนที่มีแต่หินและทราย ต้องปั่นเป็นร้อยกิโลเมตรกว่าจะเจอเมืองแต่ละเมือง บางครั้งถนนก็หายไป กลายเป็นแค่รอยทางรถบนผืนทราย พบแต่ซากของรถยนต์ และเรื่องราวของนักเดินทางหลายสิบคนที่เอาชีวิตไปทิ้งทะเลทรายในแต่ละปี    อย่างไรก็ตาม ลุงหลุยส์ก็ไม่ยอมแพ้ แกสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ในที่สุด   พร้อมด้วยประสบการณ์ที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต

 

ชายวัย 20 คนหนึ่งได้ออกเดินทางจากบ้านในประเทศเยอรมัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503  ด้วยจักรยาน 3 speed ซึ่งมีน้ำหนัก 25 กิโลกรัม และสัมภาระอีกประมาณ 40 - 50 กิโลกรัม ด้วยความกล้าหาญอย่างเหลือเชื่อ  จนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังปั่นจักรยานคันเดิม ทำระยะทางกว่า 415,000 กิโลเมตร ผ่านมาแล้ว 192 ประเทศ จนได้รับการบันทึกลงใน Guinness book of Records ว่าเป็น "The most travelled man in history"   เรื่องราวของชายผู้นี้น่าสนใจมาก  เชิญเข้าไปอ่านและดูรูปสวย ๆ ของเขาได้ โดยคลิกรูปทีเขากำลังนั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้กลางทะเลทรายได้เลยครับ..........        

 

wichai.net  ขอยกย่องอาจารย์ ปรีชา พิมพันธุ์ คนไทยคนแรกที่บุกเบิกการปั่นจักรยานจากประเทศไทยไปยังอเมริกา  นานมาแล้ว ผมเคยเห็นหนังสือที่อาจารย์ปรีชาเขียนไว้  อยู่ในห้องสมุดธนาคารศรีนคร ถนนช้างคลาน เชียงใหม่  (ไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้ยังจะมีอยู่หรือไม่)  อาจารย์ปรีชาเคยเขียนแนะนำคุณประทุม ม่วงมีเกี่ยวกับการปั่นจักรยานไปอเมริกาไว้ว่า "..1. สิ่งที่ควรติดตัวไป  หมวก แว่นตา ถุงมือ เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า เข็มขัด  รองเท้าแตะ  ถุงนอน มีด กล้องถ่ายรูป  ขาตั้งกล้อง  เครื่องมือรถ  เครื่องปะยาง  สูบ ฯลฯ   2. ภาษาอังกฤษ จำเป็นต้องทราบ  ส่วนภาษาอื่น ๆ ถ้ารู้นิดหน่อยก็ดี  มีหนังสือเรียนพูด ตุรกี อิหร่าน กรีซ ฯลฯ  ทุกประเทศขายที่สนามหลวง  เล่มละไม่ถึง 5 บาท  ควรศึกษาไว้บ้าง  คือนำติดตัวไปด้วย  3. วัฒนธรรมแต่ละประเทศ  เป็นเรื่องใหญ่  แต่ไม่มีอุปสรรคอะไร เพราะเราเพียงแต่ผ่านเท่านั้น  4. สภาพของทางในแต่ละประเทศ  ในอินเดียลาดยางตลอด ปากีสถานลาด 1/2  อาฟกานิสถาน ดินลูกรัง   อิหร่าน ภูเขา ถนนลูกรัง    ตุรกี ไม่ลาดยาง  กรีซ ลาดยางบางส่วน  นอกนั้นลาดยางตลอด   5. ระยะทางข้ามประเทศ  อินเดียราว 1900-2000 Km  ปากีสถาน ราว 1000 Km  (ถ้าไป Afg 500 Km)   Afg ราว 800 Km   อิหร่าน ราว 2000 Km  ตุรกี ราว 2000 Km   กรีซ  ราว 1500 Km  ส่วนประเทศในยุโรปสั้น ๆ  1-2 วันก็ผ่านประเทศได้.............."

 

ประทุม ม่วงมี ออกเดินทางด้วยจักรยาน จากจุดเริ่มต้นที่จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2512 เวลา 6.00 น.  ถึงจุดหมายปลายทางที่แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2512 เวลา 14.30 น. เขาเขียนเล่าว่า "ผมได้ยอมสละทั้งกำลังกาย  หยาดเหงื่อและมันสมองอย่างเต็มที่เพื่อชัยชนะครั้งนี้ มันเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่ผมจะลืมเสียไม่ได้ไปจนชั่วชีวิต  บางครั้งผมต้องยอมทนหิว .... กินมันทุกอย่างที่พอประทังชีวิตไปได้  วันหนึ่ง ๆ เช่น ขนมปัง  ปลากระป๋อง  Biscuits แตงกวา  ผัก  ไข่ต้ม  ผลไม้  เป็นต้น ....  ผมต้องเดินทางผ่านร้อน หนาว  ฝน  พายุ  นอนมันทุกแห่งตั้งแต่กลางทุ่ง ใต้ร่มไม้  ใต้สะพาน  ชายคาโรงเรียน  ข้างฝาตึก  บ้านร้าง  บ้านสร้างใหม่  โรงเก็บรถยนต์ เป็นต้น   เจ้าเพื่อนยากก็ไม่งอแง  จุกจิก  หรือสร้างปัญหาหนักใจอะไรมาก  มันช่างซื่อสัตย์กับผมจริง ๆ ยางแตกเพียง 6 ครั้ง  ลูกปืนล้อหลังแตก 2 ครั้ง...เปลี่ยนยางนอก 2 ครั้ง ที่ปีนังและเจนีวา  สายเบรคขาด 1 ครั้ง........"   สำหรับเรื่องเงินทุนในการเดินทาง เขาเล่าว่า "วันที่ 15 เมษายน 2512 ผมจำได้ว่า ผมมีเงินติดกระเป๋าอยู่เพียง 50 สตางค์  ผมคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นถึงแม้ว่าหลาย ๆ อย่างทั้งกาย  ใจ  หนังสือเดินทาง  จักรยาน และแผนการเดินทางจะพร้อม  แต่สิ่งที่ผมไม่พร้อมคือค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  ผมหวังอย่างเดียวคือ การขายแรงงาน ระหว่างทาง  ผมคิดในใจว่าผมคงต้องแวะไปหางานทำในกรุงเทพฯ เสียแล้ว  หลังจากที่ออกเดินทางจากลพบุรีได้เพียงวันเดียว  รุ่งขึ้นอีกวัน คือวันที่ 16 เมษายน 2512 สิ่งที่ผมไม่คาดฝันก็ได้บังเกิดขึ้น  ในเมื่อบรรดาครูบาอาจารย์ในวิทยาลัยและท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี  ได้สละเงินกันเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผมประมาณ 600 บาทเศษ และนี่เป็นจำนวนเงินที่ผมมีติดกระเป๋าวันออกเดินทาง............."

 

 

"เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2523 ฟรองซัวส์และโกลด แอร์เว ออกเดินทางรอบโลกด้วยจักรยาน ตั้งใจไว้ว่าจะใช้เวลาสักสามปี แต่ปรากฏว่า การผจญภัยของเขาทั้งสองครอบคลุมระยะทางยาวถึง 150,000 กิโลเมตร ใช้เวลาทั้งสิ้น 14 ปี ต้องหยุดปะยาง 503 ครั้ง และยังให้กำเนิดลูกสาวชื่อมานองในช่วงเวลาดังกล่าว แม้การเดินทางครั้งนี้จะทำให้สมองของฟรองซัวส์และโกลดเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันและความรู้สึกอัศจรรย์ใจกับเสรีภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งสองกลับเล่าเรื่องที่ประสบพบมาได้อย่างเรียบง่ายทั้งยังยึดมั่นในมนุษยภาพและภราดรภาพต่อผู้คนโดยไม่แบ่งแยกพื้นเพ วัฒนธรรม หรือชีวิตความเป็นอยู่....."

คลิกที่รูปเพื่ออ่านเรื่อง "ปั่นจักรยานรอบโลก" เขียนโดย Francoise & Claude Herve แปลเป็นภาษาไทยลงตีพิมพ์ในหนังสือ"สรรสาระ" ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2541

 

Human Powered Expeditions  ข้อมูลเกี่ยวกับการปั่นจักรยานท่องโลก