เขียนโดย : จาง เสียน เลี้ยง

 

แปลโดย : พิริยะ พนาสุวรรณ

 


            ซู้ หลิ่ง จุน ไม่เคยนึกเลยว่าจะได้พบพ่ออีก

 

            ขณะนี้ ซู้กำลังสนทนากับพ่อ  ในห้องพักที่ตกแต่งอย่างงโอ่อ่า  บนชั้นเจ็ดของโรงแรมที่สง่างาม  ที่นี่  นอกหน้าต่างออกไปมีแต่แผ่นฟ้าสีน้ำเงิน  ประดับด้วยจุดขาวของก้อนเมฆที่ลอยละล่องอยู่ไม่กี่ก้อน   แต่ที่โน่น  ไกลออกไปในไร่ของเขาบนที่ราบสูง  ทิวทัศน์แตกต่างจากที่นี่โดยสิ้นเชิง...   มีแต่สีเขียวและสีเหลืองของท้องทุ่งกว้างใหญ่เป็นแถบ ๆ ยาวสุดสายตา

 

            ขณะที่นั่งอยู่ในห้องนี้   จมอยู่ในกลุ่มควันจากกล้องยาสูบของพ่อซึ่งดูคล้ายกับหมอก  เขารู้สึกเหมือนกับได้บินสูงขึ้นไปทุกขณะ  จนกระทั่งอยู่เหนือก้อนเมฆ  และทุกสิ่งที่อยู่ต่อหน้ากลายเป็นภาพหลอนที่เขาไม่เข้าใจ   ทว่ากลิ่นยาเส้นของพ่อซึ่งคล้ายกับกลิ่นกาแฟ  ยาเส้นตราอินเดียนแดงที่เขารู้จักมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก  พิสูจน์ว่าเขามิได้อยู่ในอาณาจักรของเทพนิยายบนท้องฟ้า  แต่กำลังอยู่ในโลกแห่งความจริง

 

            “ที่แล้วมา... ก็ให้มันแล้วไปเถอะ”   พ่อพูดพร้อมกับโบกมือ  แม้จะเรียนสำเร็จจากฮาวาร์ดในทศวรรษที่ ๓๐ ก็ตาม  แต่พ่อยังรักษาบุคลิกสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาไว้ได้   จนกระทั่งเดี๋ยวนี้

 

            ขณะนั่งไขว่ห้างอยู่ในโซฟาของห้องชุดชั้นเลิศ  พ่อก็กล่าวต่อ   “ทันทีที่พ่อเหยียบแผ่นดินใหญ่  พ่อก็ได้เรียนรู้ศัพท์การเมืองของยุคปัจจุบันที่ว่า “มองไปข้างหน้า... ดังนั้นลูกควรเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศได้แล้ว”

 

            ทันใดนั้นเอง  ซู้รู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาทันที   สาเหตุก็เนื่องมาจากเครื่องแต่งกายของพ่อ  และความหรูหราของห้องพัก   เขารำพึงในใจ  จริงอยู่... ที่มันแล้วก็ให้มันแล้วกันไป...  แต่ก็จะลืมสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

            ในวันหนึ่งของฤดูใบไม้ล่วง   สามสิบปีมาแล้ว...  เป็นวันซึ่งคล้ายวันนี้เหลือเกิน   ซู้กำแผ่นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่แม่จดที่อยู่ให้ไว้แน่น   ขณะเดินเสาะหาวิลล่าแบบตะวันตกหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนถนนจอฟฟรี  ในย่านของชาวฝรั่งเศสในเมืองเซี่ยงไฮ้   ใบไม้สีเหลืองยิ่งดูยิ่งเหี่ยวหลังจากฝนตก  น้ำฝนหยดจากใบพาราซอลซึ่งยืนต้นอยู่นอกกำแพงบ้านที่เสริมลวดหนามขึ้นไปข้างบนไม่ขาดสาย

 

            หลังจากกดกริ่งประตูวิลล่าซึ่งเป็นเหล็กสีเทาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน  จึงมีเสียงถอดกลอน  แล้วคนเฝ้าประตูถึงได้โผล่หน้าออกมา  เขาเป็นคนที่เคยเอาจดหมายไปส่งให้พ่อบ่อย ๆ ดังนั้นทั้งคู่จึงจำกันได้  เด็กน้อยถูกพาไปตามทางเดินซีเมนต์ระหว่างต้นไม้ที่ปลูกเป็นแถวอยู่ ๒ ฟาก  และอีกไม่นานก็มายืนอยู่ในห้องรับแขกของบ้าน ๒ ชั้น

 

            แน่ละ  ตอนนั้นพ่อหนุ่มกว่านี้มาก  พ่อสวมเสื้อกั๊กผ้าขนสัตว์สีครีม  กำลังสูบกล้องยาเส้น  ยืนเท้าศอกข้างหนึ่งบนขอบเตาผิง  ศีรษะตก

 

            ส่วนโซฟาที่ตั้งอยู่หน้าเตาผิง  มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่...  ผู้หญิงคนที่แม่ของซู้แช่งและด่าทุกวัน

 

            “นี่นะหรือลูกคุณ”

           

            ซู้ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นเอ่ยถามพ่อ

 

            “ช่างเหมือนคุณเสียจริง...  มานี่ซิหนู”

 

            ซู้เหลือบไปมองหล่อนแวบหนึ่ง  แต่ไม่ขยับเขยื้อน

 

            ซู้นึกภาพผู้หญิงคนนั้นออกแล้ว...  เขาจำได้....  หล่อนมีนัยน์ตาวาวเป็นประกาย  ริมฝีปากทาลิปสติกสีแดงแปร๊ด

 

            “มีอะไรหรือ”  พ่อเงยหน้าขึ้นถาม

 

            “แม่ไม่สบาย...  แม่อยากให้พ่อกลับบ้านเดี๋ยวนี้”

 

            “แม่เราน่ะ...  ไม่สบายอยู่ตลอดเวลาแหละ”  พ่อพึมพำขยับตัวถอยออกมาจากเตาผิง  แล้วเริ่มเดินกลับไปกลับมาบนพรมสีเขียวสลับขาวเป็นแถบ ๆ

 

            ซู้จัองดูอาการของพ่อ  พยายามข่มน้ำตามิให้ไหลออกมา

 

            “บอกแม่ของเราว่า  พ่อจะกลับไปเร็ว ๆ นี้แหละ”  พ่อมาหยุดยืนพูดต่อหน้า

 

            แม่ได้ยินประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทางซู้ก็รู้อยู่เต็มอกว่าเชื่อไม่ได้

 

            อย่างไรก็ตาม  ซู้พยายามอีกครั้งด้วยอาการสงบเสงี่ยม

 

            “แม่อยากให้พ่อกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย”

 

            “ฉันรู้... ฉันรู้”

 

            พ่อพูดแค่นั้นเอง  แล้ววางมือบนไหล่ซู้  พร้อมกับดันเบา ๆ ให้เดินไปยังประตูห้อง

 

            “ลูกกลับบ้านไปก่อนนะ... เอารถพ่อไปเลย  อีกสักครู่พ่อจะตามไป  หากอาการแม่ยังไม่ดีขึ้น  ลูกจงบอกให้แม่ไปโรงพยาบาลทันที”

 

            เมื่อมาถึงห้องโถงของบ้าน  พ่อตบศีรษะของซู้เบา ๆ ด้วยความรักและห่วงใยพร้อมกับพูดต่อ

 

            “หากลูกโตกว่านี้อีกสักหน่อย  ลูกจะรู้ว่าแม่เราน่ะเป็นคนเอาใจยากเหลือเกิน  แม่ชอบ... แม่ชอบ...”

 

            ซู้เงยหน้าขึ้นดู  ก็เห็นใบหน้าพ่อมีแววแห่งความขมขื่นปรากฏอยู่อย่างชัดเจน  เขารู้สึกสงสารพ่อมาก

 

            แต่ทันทีที่รถยนต์ที่เขานั่งอยู่เคลื่อนไปตามถนนซึ่งปกคลุมด้วยใบไม้แห้งสีน้ำตาลดูประดุจพรมในย่านชาวฝรั่งเศสของเมืองเซี่ยงไฮ้  น้ำตาก็เริ่มไหลเป็นทางลงบนร่องแก้ม   ความรู้สึกน้อยใจ  สงสารตัวเองและความว้าเหว่ประดังกันเข้ามา  ซู้รู้สึกว่าไม่มีใครอีกแล้วนอกจากตัวเขาเอง  คือคนที่น่าสงสาร

 

            ความจริง... เขาได้รับความอบอุ่นจากแม่น้อยมาก  นิ้วของแม่มีเวลาสัมผัสหมากจ้องมากกว่าจะมาแตะต้องเส้นผมของเขา  และก็เช่นกัน  เขาไม่เคยได้รับคำแนะนำหรือการนำพาจากพ่อเลย  เมื่อไรที่พ่อกลับมาบ้าน  พ่อจะมีท่าทีเบื่อหน่ายและกังวลใจ  แล้วการทะเลาะกันระหว่างพ่อกับแม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุดก็จะเริ่มต้นอีก

 

            อย่างที่พ่อพูดนั่นแหละ  หากเขาจะโตกว่านี้อีกสักหน่อยก็คงจะเข้าใจอะไรดีขึ้น  แต่ที่จริง  แม้จะมีอายุเพียง ๑๑ ขวบ เขาก็พอเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างโดยตลอด

 

            สิ่งที่แม่ต้องการก็คือ  ความรักความอบอุ่นจากสามี  ขณะเดียวกัน  พ่อก็ต้องการสลัดภรรยาที่มีอารมณ์ร้าย  ทั้งพ่อและแม่ไม่ต้องการเขาเลย  ซู้รู้ดีว่าเขาเป็นเพียงผลผลิตของการสมรสแบบคลุมถุงชนระหว่างนักเรียนนอกซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกากับหญิงสาวจากครอบครัวคหบดีเจ้าของที่ดินนั่นเอง

 

            คืนนั้น  เป็นเช่นเดียวกับคืนก่อน ๆ ...  พ่อไม่ได้กลับบ้าน  หลังจากนั้นไม่นาน  ซู้ก็ได้ยินข่าวว่าพ่อออกเดินทางไปจากประเทศจีนพร้อมกับเมียน้อย  ต่อมาแม่ก็เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลของพวกเยอรมัน

 

            เป็นเวลาเดียวกันกับที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน

 

            เดี๋ยวนี้  หลังจากเวลาผ่านไป ๓๐ ปี  พ่อหวนกลับมาพร้อมกับเรียกร้องให้เขาเดินทางไปอยู่ต่างประเทศด้วย  ทั้งหมดนี้ดูค่อนข้างจะลึกลับและไม่สมเหตุสมผลเลย  ซู้แทบจะไม่เชื่อตัวเองว่า  พ่อแท้ ๆ ของเขากำลังนั่งอยู่ตรงหน้า  และก็เกือบจะไม่เชื่อเช่นกันว่าเป็นตัวของเขาเองที่นั่งตรงข้าม

 

            เมื่อมิสโซ้ง  เลขานุการิณีของพ่อเปิดประตูห้องแต่งตัว  ซู้เหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางหลายใบ  แต่ละใบมีป้ายชื่อโรงแรมหลากสีติดเต็มไปหมด  มีโรงแรมในลอสแองเจสิส  โตเกียว  บางกอก  และฮ่องกง  รวมทั้งป้ายของสายการบินหลายหลายบริษัทด้วยกัน  ดูเหมือนว่ากระเป๋าเหล่านั้นจะรวมเอาโลกทั้งโลกมาเก็บไว้ในห้องแต่งตัวเล็ก ๆ

 

            แต่สำหรับ ซู้ หลิ่งจุน การที่จะเดินทางจากไร่ปศุสัตว์มาถึงที่นี่ได้นั้น  หมายถึงการเดินทางโดยรถประจำทาง และรถไฟ  เป็นเวลาถึง ๒ วันเต็ม ๆ  หลังจากที่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียง ๓ วัน  กระเป๋าหนังเทียมสีเทาของเขาที่วางอยู่บนโซฟา ซึ่งนับว่าทันสมัยที่สุดสำหรับชาวบ้านในย่านไร่ปศุสัตว์ดูบุบบี้น่าสงสาร  เมื่อเทียบกับห้องที่โอ่อ่า  บนกระเป๋ามีถุงไนลอนถัก           ซึ่งบรรจุแปรงสีฟัน  ผ้าเช็ดตัว  และไข่ต้มอีก ๒ – ๓ ฟองซึ่งเขากินไม่หมดระหว่างการเดินทาง  ไข่ต้มที่แตกและแห้งซึ่งดูเหมือนจะมาอยู่ผิดที่ทำให้ซู้นึกถึงคืนก่อนวันที่เขาจะเดินทางมา  ซิวจื้อ – เมียของเขาคะยั้นคะยอให้เขาเอาไข่ต้มมาอีกเพื่อจะได้ฝากพ่อด้วย  คิดถึงตอนนี้  ซู้ช่วยไม่ได้ที่จะยิ้มให้กับตนเองอย่างขมขื่น

 

            เมื่อวานซืน  ซิวจื้อดื้อดึงที่จะพาซิวซิ่วลูกสาววัย ๕ ขวบมาส่งเขาที่สถานีรถประจำทาง  ด้วยเป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางจากไร่ปศุสัตว์  หลังจากที่ได้แต่งงานมา  และการเดินทางครั้งนี้นับเป็นโอกาสยิ่งใหญ่สำหรับครอบครัวเล็ก ๆ ของเขา

 

            “พ่อ... ปักกิ่งอยู่ไหน”  ซิวซิ่วถาม

 

            “มันอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเรา”

 

            “ปักกิ่งใหญ่กว่าตัวจังหวัดของเราไหม”

 

            “ใช่...  แน่นอน”

 

            “ปักกิ่งมีดอกผีเสื้อไหม”

 

            “ไม่...  ที่ปักกิ่งไม่มีดอกไม้ชนิดนี้หรอก”

 

            “แล้วมีมะกอกป่าไหม”  ลูกสาวถามอีก

 

            “โอ... ไม่มีหรอก  ที่นั่นไม่มีผลไม้ป่าหรอก”

 

            “แย่จังเลย”  ซิวซิ่วถอนหายใจยาวอย่างผู้ใหญ่  เด็กหญิงซึ่งกำลังใช้มือทั้งสองเท้าคางไว้มีสีหน้าผิดหวัง  สำหรับเธอแล้ว  ที่ดี ๆ ทุกแห่งควรมีทั้งดอกผีเสื้อ และมะกอกป่า

 

            “เด็กทึ่ม”  ผู้เฒ่าจ้าวคนขับรถม้าหยอก  “ปักกิ่งใหญ่โตมาก  แต่คราวนี้พ่อของเจ้าอาจไปไกลมาก... อาจเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับคุณปู่ของเจ้าก็ได้... จริงหรือเปล่า... ครูซู้”

 

            ซิวจื้อ ซึ่งนั่งห่อตัวอยู่หลังคนขับ ยิ้มให้สามีอย่างอ่อนหวาน  แต่ไม่พูดอะไร

 

            รถม้าโขยกเขยกไปตามถนนดิน  ด้านเหนือของถนนเป็นไร่ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี ฝั่งด้านใต้ของถนนเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่กว้างใหญ่ไพศาล  ครอบคลุมเนื้อที่จนหายเข้าไปในหมอกยามเช้า... คลุมไปถึงบริเวณที่เขาเคยนำม้าไปเลี้ยง  ที่แห่งนี้มีแม่เหล็กอยู่ในตัวมันเอง  เมื่อมองดูทุ่งหญ้าหรือต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งจะทำให้เขาระลึกถึงความหลังได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเช้าวันนี้  ทุ่งหญ้าดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิม

 

            ซู้ รู้ว่ามีต้นมะกอกป่าอยู่ที่ไหน  เขากระโดดลงมาจากรถม้า  วิ่งหายไปครู่หนึ่ง  แล้วกลับมาพร้อมกับผลไม้สดสำหรับทุกคน  มะกอกป่าเป็นผลไม้ที่ขึ้นเฉพาะในแถบตะวันตกเฉียงเหนือเท่านั้น  มีรสหวาน ๆ ฝาด ๆ  เขาเคยกินเป็นประจำในคราวเกิดวิกฤตการณ์อาหารในทศวรรษที่ ๖๐  และเป็นเวลานานเหลือเกินที่เขาไม่ได้ลิ้มรสมันอีก  พอมากินอีกที  เขารู้สึกเสียดายโอกาสที่ผ่านมา  มิน่าเล่า... ซิวซิ่วถึงได้ถามว่ามีมะกอกป่าในปักกิ่งหรือไม่

 

            “คุณปู่คงจะไม่เคยกินหรอก”  ซิวจื้อพูดยิ้ม ๆ แล้วถ่มเมล็ดทิ้ง

 

            คงเป็นครั้งเดียวที่หล่อนพยายามนึกวาดภาพบิดาของสามี

 

            ความจริงแล้วไม่ยากเลยที่จะนึกวาดภาพ  เพราะพ่อกับลูกเหมือนกันมาก  ถ้าซิวจื้อจะพบพ่อของเขาที่ไหนสักแห่งแล้ว  หล่อนจะต้องรู้จักทันที  ทั้งพ่อและลูกมีตาเล็กและเรียวยาว  สันจมูกเป็นเส้นตรง  ริมฝีปากหนา  แม้กิริยาท่าทางก็เหมือนกันมาก  ซึ่งแสดงว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน  พ่อนั้นดูจะไม่สมกับวัยที่แท้จริง  แทนที่จะมีร่างกายซูบซีดไม่แข็งแรง  แต่ผิวเนื้อกลับคล้ำเช่นเดียวกับลูกชาย  ซึ่งเป็นผลจากการอาบแดดแถวชายทะเลในลอสแองเจลิสและฮ่องกง   พ่อยังสนใจในรูปร่างและสัดส่วนของตนเองมาก  ถึงแม้ว่าผมจะเป็นสีเทาแล้ว  แต่ก็ได้รับการตัดแต่งอย่างเรียบร้อย  เล็บมือก็ได้รับการดูแลอย่างสวยงาม  ทั้ง ๆ ที่หลังมือเริ่มตกกระบ้างแล้ว

 

            มีกล้องยาเส้นยี่ห้อ ๓ บี  ถุงยาเส้นหนังแกะโมร็อกโคแท้  ไฟแซกทองคำ  และเข็มกลัดเนคไทเพชร  วางเรียงรายอยู่รอบ ๆ ถ้วยกาแฟที่หรูหราอยู่บนโต๊ะ...  คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พ่อจะชอบกินมะกอกป่า