ใกล้แสนใกล้แต่ไกลแสนไกล

 

 

            เย็นวันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว (พ.ศ.๒๕๒๑) เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และผมเดินลงไปหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี หาดทรายนั้นขาวสะอาด กว้างและยาวเหยียดไปสุดลูกหูลูกตา เมื่อมองกลับไปที่ชายฝั่ง เราเห็นเจดีย์ทรงมอญ-พม่าขาวโพลน ที่สุดชายหาดหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเคียงกันมา สาวเจ้านุ่งโสร่งยาวสีสดใสเกือบกรอมเท้า ส่วนชายหนุ่มก็นุ่งโสร่งลายตาหมากรุก ทั้งคู่เดินคุยกันไปเงียบ ๆ   ที่ตรงโคนไม้ริมฝั่งน้ำนั้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียว เขาสวมโสร่งและไม่ใส่เสื้อ สายตาเหม่อมองผ่านเราสองคนที่นุ่งกางเกงฝรั่งไปอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก แสงแดดยามเย็นต้องร่างของเขาดูงดงาม เราเดินไปเงียบ ๆ และก็คิดว่าหนุ่มสาวคู่นั้นและเด็กหนุ่มผู้นี้เขาคิดอะไรกัน

 

            ค่ำนั้นพระจันทร์เกือบเต็มดวง เนาวรัตน์และผมออกจากที่พักและเดินไปท่ามกลางซากอิฐ และปูนอันเก่าแก่ของกรุงพุกาม เจดีย์ดูเสียดฟ้าและแน่นขนัด เหมือนกับเอาอยุธยามารวมกับสุโขทัยแล้วก็เอาสิบคูณเข้าไป แสงจันทร์ส่องผ่านระหว่างช่องว่างของเจดีย์ ดูเงียบเสียจนหูเราอื้อ นอกจากเสียงจักจั่นเรไร ก็ไม่มีเสียงอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นเสียงมนุษย์เสียงเครื่องจักรเครื่องยนต์ หรือเสียงวิทยุโทรทัศน์ ลำโพงเครื่องขยายเสียงหรือแม้แต่วีดีโอ

 

            ถ้าท่านอยากรู้ว่าพม่าเป็นอย่างไร ท่านต้องหมุนกาลเวลาในเมืองไทยให้กลับไปอีก ๓๐ ปี กลับไปสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยนั้นยังไม่มีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังไม่มีการถมคลอง ยังไม่มีการตัดต้นไม้ ยังไม่เลิกรถราง ยังไม่เลิกสามล้อ ยังไม่มีการสร้างถนนหนทางประเภทไฮเวย์ วันเวย์ หรือทางด่วน และก็ยังไม่มีการจราจรติดขัดมหาติดขัด หรือพอลลูชั่นอันดับหนึ่งของโลก สมัยนั้นผู้คนที่แม้ไม่รู้จักกันก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสกันได้ สมัยนั้นยังไม่มีคนโรคจิตที่แม้จะขับรถแซงกันหรือบังเอิญเหยียบเท้ากันก็ฆ่ากันตายได้

 

            พม่าปัจจุบันเหมือนฤาษีแห่งเอเซีย กาลเวลาหรือความเปลี่ยนแปลงเกือบจะหยุดนิ่ง พม่าเป็นสวรรค่ของนักท่องเที่ยวประเภทที่ไม่ต้องการเฟิสท์คลาสโฮเต็ล หรือชอปปิ้งข้าวของรสนิยมกระฏุมพีทั้งหลาย ซึ่งคนไทยซึ่งมีสตางค์ (หรือคิดว่าตัวเองมีสตางค์) ชอบขนซื้อมาประดับให้รกบ้านรกตัวเอง  แต่พม่าก็เป็นดินแดนที่นักเศรษฐศาสตร์ประเภทนักพัฒนากระฎุมพีเป็นห่วงเป็นใยว่าล้าหลัง ไปไม่รอด-หรือไม่ก็น่าสงสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางของสังคมโลกสมัยใหม่ที่คอมพิวเตอร์อาจคิดอะไรแทนมนุษย์ได้ แต่ถ้าเปรียบพม่าเป็นสาว พม่าก็เป็นสาวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับไทย เมืองไทยก็เป็นสาวที่สิบเอ็ดรอดอไปเรียบร้อยแล้ว

 

            พวกเราไปเที่ยวพม่ากันด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทั้งนี้เพราะจะว่าไปแล้วพม่าเป็นประเทศข้างเคียง (ขออนุญาตไม่ใช้คำว่าประเทศเพื่อนบ้าน) ที่เราไม่รู้จักกันเลย เรารู้จักจากหนังสือเรียนว่าในสมัยโบราณนั้นพม่าเป็นชาติที่เลวที่สุด มักจะชอบย่ำยีเมืองไทย พม่าเป็นคนเลวที่รบเก่ง เอาชนะเราได้เสมอ ๆ ไทยที่ไม่เคยเสียเอกราชให้ใคร ก็เสียเอกราชให้กับพม่านี่แหละ เราเรียนประวัติศาสตร์พม่าอย่างไม่สบอารมณ์นัก เมื่อคิดถึงกรุงศรีอยุธยาคราวใดเราก็ขัดใจขึ้นมาทุกที โดยลืมไปว่าเขมรก็คงขัดใจเมื่อนึกถึงพระนครหลวง (นครวัดนครธม) ของเขา  และลาวก็คงขัดใจพอ ๆ กัน เมื่อคิดถึงเวียงจันทร์ของเขา จากหน้าประวัติศาสตร์โบราณพม่าก็หายจางไปจากความทรงจำของเรา พม่าปัจจุบันเป็นอย่างไร เราไม่ทราบ เรารู้แต่ว่าผู้ปกครองพม่าเป็นทหาร แต่เป็นทหารแบบสังคมนิยม เรารู้แต่ว่าพม่าปิดประเทศ บางครั้งก็ให้ต่างชาติเข้าไปได้เพียง ๒๔ ชั่วโมง บางครั้งก็ให้เข้าได้อย่างมาก ๗ วัน เราจึงตกลงใจไปพม่ากัน

 

            พม่าที่เราเห็นนั้น เราเห็นอย่างฉาบฉวย เพราะมีเวลาจำกัดเพียง ๗ วัน ที่ร่างกุ้งเราพักที่สถานเอกอัครราชทูตไทย โดยท่านเอกอัครราชทูตศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ให้การรับรอง เราติดต่อสื่อสารกับท่านด้วยความรู้สึกร่วมกันในวรรณกรรมมากกว่าวงราชการ  เพราะท่านคือ เสนีย์ เสาวพงศ์ นักเขียนเรืองนามในความรู้สึกของเรา ที่ร่างกุ้งเราประทับใจต่อมหาเจดีย์ชเวดากองที่ปิดทองเหลืองอร่ามสูงเสียดฟ้า และก็ประทับใจกับความมั่นคงในพระพุทธศาสนาของชาวพม่า จากร่างกุ้งเราเดินทางลงทางใต้ไปหน่อย ไปพะโคหรือที่คนไทยเรียกว่าหงสาวดี ที่นี่เป็นดินแดนหัวใจของมอญ ชนชาติที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณที่สอนให้พม่ารู้จักคำว่า อารยธรรม และก็ถ่ายทอดศิลปวิทยาการให้กับไทยด้วย

 

            ปัจจุบันมอญไม่มีประเทศของตน และเป็นชนกลุ่มน้อยเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์ของประเทศพม่า ร่างกุ้งเป็นเมืองใหม่ เป็นศูนย์กลางของธุรกิจการค้า การเมืองการปกครอง ดังนั้นการที่จะดูศูนย์กลางทางวัฒนธรรม เราจึงต้องขึ้นเหนือโดยทางเครื่องบินเพื่อไปชมพุกาม พุกามเป็นเมืองหลวงแรกของพม่า เป็นศูนย์กลางและบ่อเกิดอารยธรรมพม่า สมัยที่พุกามรุ่งเรืองที่สุดจะมีอายุก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัยของเรากว่า ๒๐๐ ปี ปัจจุบันพุกามกลายเป็นเมืองร้าง แม้จะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี แต่ก็เป็นดินแดนกึ่งทะเลทรายที่อากาศสบาย ต่างกับร่างกุ้งที่อบอ้าวและอึดอัดกว่ากรุงเทพฯ ด้วยซ้ำไป

 

            จากพุกามเราไปมันดะเลย์ เมืองหลวงสุดท้ายของพม่าในสมัยมีกษัตริย์ปกครอง ซากของกำแพงเมืองและคูน้ำของมันดะเลย์ใหญ่โตและแข็งแรง  ทำให้เราวาดภาพออกว่าทำไมพม่าถึงตีกรุงศรีอยุธยาได้ ที่มันดะเลย์เราได้เห็นเทวรูปและรูปประติมากรรมที่พม่าปล้นไปจากไทย ซึ่งไทยปล้นจากเขมรมาอีกทอดหนึ่ง จากมันดะเลย์เราขึ้นเหนือไปตองยี เมืองหลวงของรัฐฉาน ที่นี่เป็นดินแดนของป่าเขาและดอกไม้งาม เป็นดินแดนของไทยใหญ่ ที่ปัจจุบันเป็นชนกลุ่มน้อยในพม่า ประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด เราคุยกับไทยใหญ่ที่นี่ได้รู้เรื่องพอสมควร

 

            เมื่อกลับจากพม่า เราตกลงกันว่าน่าจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพม่า โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์และวิทยากร เชียงกูล เขียนในทำนองสารคดี ฉลาดชาย รมิตานนท์ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเขียนทางด้านการปกครอง และผมเขียนทางด้านประวัติศาสตร์ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นข้อเขียนทางด้านสารคดีของนักเขียนสองคนแรก ส่วนผมเขียน สังเขปประวัติศาสตร์พม่า ซึ่งมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดพิมพ์เป็นเอกสารวิชาการหมายเลข ๑๒ และวางตลาดแล้วเช่นกัน ส่วนของฉลาดชาย รมิตานนท์ จะพิมพ์ออกติดตามมาเร็ว ๆ นี้

 

            พม่าที่เราเห็นอย่างฉาบฉวยนั้น ด้านหนึ่งเป็นด้านที่รื่นรมย์ อีกด้านหนึ่งเป็นด้านที่น่าอนาถใจ เราชื่นชมในความงามและความสงบของพม่า เช่นประเพณีอันงดงาม ความยึดมั่นในพุทธศาสนา การมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่รีบร้อนแก่งแย่งกัน ตลอดจนความสมถะที่ไม่เร่งรัดการพัฒนาสังคมจนมนุษย์ตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ไม่พะวงต่อการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ทราบว่า ผลของนโยบายสังคมนิยมของทหารพม่านั้น ผู้ที่ได้เปรียบก็คือบรรดาทหารและข้าราชการ ประชาชนทั่วไปขาดสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น  ตลาดมืดซึ่งกลายเป็นตลาดสว่างมีอยู่ทั่วไปนั้นเป็นทางออกทางเดียวของประชาชน สินค้าที่ราคาแพงแต่คุณภาพต่ำทะลักจากเมืองไทยเข้าไปมาก เราเห็นหยูกยาที่ขาดอายุไปแล้ว ผงซักฟอก ผงชูรส ฯลฯ ที่ทะลักเข้าไปจากไทยด้วย

 

            ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองพม่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารก็คิดว่าตนเป็นคำตอบของสังคมพม่า สิทธิเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิ่งต้องห้าม ในประเด็นนี้พม่า ไม่เหมือนกับสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามตามที่กล่าวข้างต้นนัก แต่เหมือนเมืองไทยสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์บวกด้วยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และปัญหาที่พม่าแก้ไม่ตก (เพราะต้องการแก้ด้วยวิถีทางของทหารพม่า) ก็คือปัญหาเอกภาพของประเทศ พม่าประกอบด้วยประชาชนที่หลากหลายกันมากทางเชื้อชาติ ที่มีทั้งพม่า มอญ ไทย กระเหรี่ยง และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ หลากหลายมากกว่าความหลากหลายทางเชื้อชาติในไทยเสียอีก ปัจจุบันความขัดแย้งและสงครามระหว่างเผ่าต่าง ๆ นี้ แม้จะไม่รุนแรงนัก แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่พม่าซึ่งเป็นชนชาติส่วนใหญ่และมีอำนาจมากที่สุดยังไม่รับรองความหลากหลายและแตกต่างอันนี้

 

            เราหวังแต่เพียงว่างานเขียนของเราจะช่วยประดับความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับผู้อ่าน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพม่าที่อยู่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุด แต่เราก็อาจจะมีความรู้เกี่ยวกับเขาน้อยที่สุด

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


 

จากหนังสือ “มองพม่า” โดยวิทยากร เชียงกูล และ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ( สำนักพิมพ์อาทิตย์ จำกัด พ.ศ. ๒๕๒๕)